เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 8
เขียนโดย voramon -- | 09/08/2555 11:43:15
|
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญคือ การให้น้ำหนักที่การดูแลเด็กตั้งแต่ปฐมวัย (ตั้งแต่แรกคลอด- 6 ปี) จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและถือเป็นการลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่าที่สุด
จากผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ระดับสากล ของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้ศึกษาเด็กและเยาวชนในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษ พบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เด็กที่ได้รับสารอาหารและการดูแลสุขภาพที่ดีในช่วงแรกของชีวิตจะมีทักษะทาง กายภาพ และสติปัญญาที่ดีกว่า มีโอกาสการเข้าเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษาที่สูงกว่า และสามารถลดโอกาสการซ้ำชั้นหรือออกกลางคัน และเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ
เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 8 ในวันอังคารที่ 4 กันยายนนี้ จึงเป็นการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเล็ก” โดย กลุ่มเพื่อนปฏิรูป ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยหยิบยกกรณีศึกษาของอบต.วังน้ำคู้ จ.พิษณุโลก และอบต.นิคมพัฒนา จ.ระยอง องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาในกลุ่มปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนปัจจัยความสำเร็จ เพื่อนำสู่การขยายผลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งอื่นๆ
เริ่มด้วย อบต.วังน้ำคู้ จ.พิษณุโลก แม้ว่าพื้นที่จะเผชิญกับปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ครูต้องรับผิดชอบเด็กเกินกำลัง ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีเต็มประสิทธิภาพ และจำนวนเด็กลดลงทุกปี ในปี 2555 มีโรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 70 แห่ง จากโรงเรียนในเขตรับผิดชอบทั้งหมด 132 แห่ง โดยโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน มีจำนวนถึง 34 แห่ง กินพื้นที่ 2 อำเภอคือ อ.เมืองและอ.บางระกำ
เมื่ออบต.วังน้ำคู้ เห็นปัญหา จึงหารือร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ประชาชน และผู้นำท้องถิ่น จึงเกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการแบบ “โรงเรียนบัดดี้” ผ่านยุทธศาสตร์ 1 โรงเรียน 3 ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อ แก้ปัญหาร.ร.ร้าง และครูขาดแคลน ซึ่งได้ความร่วมมือจากพลังมวลชนท้องถิ่น จนเป็นที่มาของการบริหารการจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก 4 แห่งในพื้นที่ร่วมกันคือ 1.โรงเรียนบ้านวังยาง 2.โรงเรียนวัดปากพิงตะวันออก 3.โรงเรียนวัดไผ่หลงราษฏร์เจริญ และ 4.โรงเรียนบ้านหนองหญ้า ใช้ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนรวม” ซึ่งโรงเรียนทั้งหมดจะมาเรียนรวมกันทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และในวันศุกร์จะกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมของตนเอง เพื่อไม่ให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนร้าง และทุกวันศุกร์จะกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิม ส่วนผู้บริหารโรงเรียนก็ผลัดกันรับผิดชอบโรงเรียนกันคนละวัน
นายวิเศษ ยาคล้าย นายกอบต.วังน้ำคู้ กล่าวว่า “ความยากจึงอยู่ที่การประสานงานกับอาจารย์ใหญ่ของแต่ละโรงเรียน ในการขยายแนวคิดเพื่อนำนักเรียนทุกโรงเรียนที่มีนักเรียนและครูจำนวนน้อยมารวมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากครูได้เห็นปัญหาความขาดแคลนบุคลากรครู ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และเมื่อเกิดผลเชิงประจักษ์แก่โดยตรงแก่นักเรียน จึงทำให้แม้เดิมจะมีความขัดแย้ง แต่สุดท้ายก็สามารถหาทางออกร่วมกันในการบริหารจัดการได้ เพราะได้แรงสนับสนุนจากมวลชนคนในท้องถิ่น”
สำหรับ อบต.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ซึ่งให้น้ำหนักการพัฒนาไปที่ “คุณภาพชีวิตของคน” เป็นสำคัญ โดยได้จัดทำโครงการ “วัฎฎะชีวิต” เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งเสียชีวิต โดยแบ่งสัดส่วนการบริหารจัดการงบประมาณออกเป็น โครงสร้างพื้นฐาน 30% คุณภาพชีวิต 50% และดูแลองค์กร 20%
การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญของอบต.นิคมพัฒนา อย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษา ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่ง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ จากผู้ปกครองในตำบล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในการนำเด็กเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากมีการสร้าง “จุดต่าง” ของการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย โดยนำระบบการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน หรือ Brain-based Learning (BBL) เพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้มีพัฒนาการต่างๆตามวัยอย่างสมดุลร่วมกับการเรียนรู้แบบพหุปัญญา ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาบุคลากรผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถ พร้อมทั้งการพัฒนาสถานที่ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน ผ่านแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน
ทุกวันนี้ การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อบต. นิคมพัฒนาได้รับความนิยมจากผู้ปกครองอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากจำนวนเด็กในศูนย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี 2544 เริ่มต้นด้วยเด็กจำนวน 15 คน ปัจจุบันมีจำนวน 219 คน โดย 90% มาจากเด็กในตำบล และอีก 10% มาจากพื้นที่ใกล้เคียง จึงขยายผลการจัดการเรียนการสอน โดยเปิดสอนในระดับอนุบาล 1-3 ในปี 2554
อรุณ อินทร์แก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา กล่าวว่า วันนี้เป็นการสะท้อนอย่างหนึ่งว่า ท้องถิ่นก็สามารถทำเรื่องการศึกษาได้ ไม่ใช่ทำได้เพียงโครงสร้างพื้นฐาน เพราะท้องถิ่นสามารถทำได้ทุกกระบวนการ อยู่ที่ว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะทำหรือไม่ และปัจจัย ความสำเร็จที่สำคัญคือ คนจากหลากหลายกลุ่มรวมกัน ผนึกกำลังไปพร้อมกัน ระหว่างภาคประชาชนและท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ผู้บริหารจะเป็นฝ่ายเดินเพียงฝ่ายเดียวจะไปไม่รอด จึงต้องฟังความเห็นจากทุกด้าน และทำไปด้วยกัน
ทุกวันนี้ การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อบต. นิคมพัฒนาได้รับความนิยมจากผู้ปกครองอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากจำนวนเด็กในศูนย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี 2544 เริ่มต้นด้วยเด็กจำนวน 15 คน ปัจจุบันมีจำนวน 219 คน โดย 90% มาจากเด็กในตำบล และอีก 10% มาจากพื้นที่ใกล้เคียง จึงขยายผลการจัดการเรียนการสอน โดยเปิดสอนในระดับอนุบาล 1-3 ในปี 2554
อรุณ อินทร์แก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา กล่าวว่า วันนี้เป็นการสะท้อนอย่างหนึ่งว่า ท้องถิ่นก็สามารถทำเรื่องการศึกษาได้ ไม่ใช่ทำได้เพียงโครงสร้างพื้นฐาน เพราะท้องถิ่นสามารถทำได้ทุกกระบวนการ อยู่ที่ว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะทำหรือไม่ และปัจจัย ความสำเร็จที่สำคัญคือ คนจากหลากหลายกลุ่มรวมกัน ผนึกกำลังไปพร้อมกัน ระหว่างภาคประชาชนและท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ผู้บริหารจะเป็นฝ่ายเดินเพียงฝ่ายเดียวจะไปไม่รอด จึงต้องฟังความเห็นจากทุกด้าน และทำไปด้วยกัน
จำนวนผู้เข้าชม 685 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง
Creative Common License Version 3.0
ผลงานนี้ อยู่ภายใต้ สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.
ความคิดเห็น
กรุณาสมัครสมาชิกก่อนแสดงความคิดเห็นค่ะ
โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์ รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค. หรือ เข้าสู่ระบบ
