การปฏิรูปการศึกษาเซี่ยงไฮ้: ยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงเรียน

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 23/05/2557 16:51:10

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


โดย นายนี มินจิง เลขาธิการสำนักการศึกษาขั้นพื้นฐาน นครเซี่ยงไฮ้ 

 

 

     นี มิน จิง เลขาธิการสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน นครเซี่ยงไฮ้ แนะ 3 มาตรการสร้างโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ ลดช่องว่างทางคุณภาพการศึกษา และการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ภายในงานการประชุมวิชาการ อภิวัฒน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทยที่จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเพื่อนปฏิรูปการเรียนรู้ ณ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557

 

     เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก มีพื้นที่ 6,340 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรกว่า 24 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก และการพัฒนาประชากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นจากความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ถือว่ามีการพัฒนาไปมาก ในปี 2009 และ 2012 เซี่ยงไฮ้ทำคะแนนการประเมินผลสอบนานาชาติ PISA ได้เป็นอันดับ 1 ของโลกทั้งสามด้าน (การอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์) นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังมีอัตราการจบการศึกษาภาคบังคับสูงถึงร้อยละ 99 สถิติดังกล่าวเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาของนครเซี่ยงไฮ้อย่างชัดเจน น่าสนใจว่าความลับแห่งความสำเร็จนี้มาจากอะไร และเซี่ยงไฮ้มีกลวิธีในการจัดการด้านการศึกษาอย่างไร

ภาพรวมการศึกษาขั้นพื้นฐานของเซี่ยงไฮ้

     เซี่ยงไฮ้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการศึกษาที่รัฐบาลจัดให้ฟรี โดยระบุให้นักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ ครูในเซี่ยงไฮ้มีวุฒิปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ และต้องผ่านการฝึกอบรมในโรงเรียนเฉพาะทางเป็นเวลา 1 ปี เมื่อเป็นครูแล้ว ต้องเข้ารับการอบรมพัฒนาการเรียนการสอนเป็นเวลา 360 ชั่วโมงต่อปี

เหตุการณ์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในเซี่ยงไฮ้ในช่วง 20 ปี

    ในช่วงปี 1990 – 2000 การปรับปรุงการศึกษามุ่งเน้นยกระดับโรงเรียนที่ด้อยโอกาสหรือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้มีระดับเท่าเทียมกับโรงเรียนในเมือง โดยรัฐบาลจะจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างพอเพียง มีการแบ่งนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อครูในการดูแล และกำหนดให้นักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่ของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเกินไป ก่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างโรงเรียนในทุกระดับ

    เซี่ยงไฮ้ดำเนินการปฏิรูปในขั้นที่ 2 ในช่วงปี 2000 – 2013 โดยยังคงเน้นปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ แต่เน้นไปที่การพัฒนาครู โดยมีการจัดการอบรมครูครั้งใหญ่ มีการส่งครูออกไปอบรมในสถาบันต่างประเทศ มีโครงการส่งเสริมความเป็นผู้นำสำหรับผู้บริหาร ด้วยแนวคิดที่ว่า ผู้บริหารดี จะก่อให้เกิดนโยบายดีๆ ที่จะนำมาพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้นได้

ปัญหาที่พบของการศึกษาขั้นพื้นฐานของเซี่ยงไฮ้

     - ความไม่เท่าเทียมกันและความไม่เป็นธรรม โรงเรียนในชนบทและโรงเรียนในเมืองของเซี่ยงไฮ้มีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านคุณภาพ บวกกับความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนในการเข้าเรียนใน โรงเรียนดีๆ ปัจจุบัน ที่ดินที่อยู่ใกล้กับพื้นที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีราคาแพงมาก ครอบครัวที่มีฐานะต่ำจึงไม่สามารถซื้อบ้านอยู่บริเวณนั้นได้ ทำให้เด็กต้องเข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพต่ำ เนื่องจากถูกกำหนดให้เข้าเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่ของตนเท่านั้น การเร่งปรับคุณภาพการเรียนการสอนของทุกโรงเรียนให้เท่าเทียมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

     -  นักเรียนมีการบ้านมากเกินไป  แม้ว่าผลคะแนน PISA ของเซี่ยงไฮ้จะสูง ซึ่งถือว่าคุณภาพการศึกษาของเซี่ยงไฮ้อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่นักเรียนก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และทำการบ้านมาก ทำให้บางครั้งไม่มีเวลาในการพักผ่อนเพียงพอ ทำให้เกิดความตึงเครียด

     -  นักเรียนขาดโอกาสในการฝึกปฏิบัติ  เนื่องมาจากการต้องใช้เวลาเรียนและทำการบ้านมากเกินไป ทำให้นักเรียนบางส่วนท้อแท้ ไม่สนใจในการเรียน จึงขาดโอกาสในการฝึกทักษะการคิดและลงมือทำด้วยตนเอง

     ปัญหาเหล่านี้ทำให้สำนักการศึกษาขั้นพื้นฐานนครเซี่ยงไฮ้ต้องค้นหาวิธีบริหารจัดการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโรงเรียนต่างๆ อย่างเร่งด่วน โดยจัดตั้งโครงการที่จะนำไปสู่การปฏิรูป เน้นเจาะลึกปัญหาต่างๆ โดยเน้น “ห้องเรียน” เป็นหัวใจสำคัญ และนำโครงการนั้นไปผลักดันให้โรงเรียนต่างๆ ดำเนินการจริง ตัวอย่างมาตรการหรือโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ได้แก่

     - โครงการโรงเรียนคุณภาพดี

โครงการนี้เน้นหลักการที่ว่า ทุกโรงเรียนในเซี่ยงไฮ้ต้องมีคุณภาพ เด็กทุกคนต้องเก่ง และครูทุกคนต้องเป็นครูที่ดี โดยในระยะแรก ส่วนกลางจะระบุโรงเรียนที่มีปัญหา และจัดสรรงบประมาณ บุคลากรครู และจัดทำโครงการเพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนเหล่านั้น แต่โครงการนี้ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาในองค์รวมเท่าใดนัก ระยะหลังจึงดำเนินโครงการโดยให้ทุกโรงเรียนเสนอปัญหาที่ตนพบด้วยตนเอง และรัฐบาลจะจัดส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลืออย่างตรงจุด

     - โครงการจับคู่โรงเรียนที่เข้มแข็งกับโรงเรียนที่อ่อนแอ

โรงเรียนที่อยู่ใจกลางเมืองในเซี่ยงไฮ้จะมีคุณภาพสูง ส่วนโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล เช่น บริเวณเกาะ จะมีคุณภาพต่ำ แนวทางของโครงการนี้คือการจับคู่ระหว่างโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงและโรงเรียนคุณภาพต่ำ เพื่อให้โรงเรียนที่เข้มแข็งช่วยเหลือโรงเรียนที่อ่อนแอทั้งด้านการบริหาร ทรัพยากร บุคลากร ฯลฯ โรงเรียนที่อ่อนแอที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถลงชื่อในเว็บไซต์ส่วนกลางได้ และโรงเรียนที่เข้มแข็งสามารถเลือกที่จะเสนอความช่วยเหลือให้แก่โรงเรียนใดก็ได้ตามต้องการ แล้วเสนอโครงการที่มีการปรับให้เข้ากับคุณสมบัติของโรงเรียนที่อ่อนแอ รัฐบาลจะมอบงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการ และส่งคณะทำงานเข้าไปประเมินผลการพัฒนา ถ้าไม่ได้ผล ก็จะเปลี่ยนให้โรงเรียนที่เข้มแข็งแห่งอื่นเข้ามาช่วยเหลือต่อไป

     - โครงการประเมินดัชนีสีเขียว

ในช่วง 30 ปีก่อน วัตถุประสงค์การศึกษาของจีนเน้นไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและการประกอบอาชีพที่ดี แต่ปัจจุบัน การศึกษาของจีนหันมาเน้นที่ “ความสุข” ในปัจจุบันของนักเรียนเป็นหลัก โดยได้กำหนดดัชนีชี้วัด 10 ประการที่ครอบคลุมปัจจัยแห่งความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด หากนักเรียนมีผลการเรียนดีแต่ไม่มีความสุขในการเรียน ก็ถือว่าไม่ผ่านการประเมิน ตัวอย่างเช่น การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน โดยยึดหลักที่ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนจะยิ่งทำให้คะแนนของนักเรียนดีขึ้น ในด้านของผลการเรียน จะเน้นประเมินผลการพัฒนาโดยไม่แข่งขันกับผู้อื่น เช่น หากปีนี้คะแนนไม่ดี แต่ปีหน้าแม้คะแนนจะยังไม่ดีนัก แต่หากมีการพัฒนาขึ้นก็ถือว่าผ่านการประเมิน นอกจากนี้ ยังมีดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ เช่น ดัชนีวัดแรงจูงใจด้านการเรียน ดัชนีความกดดัน ดัชนีสุขภาพนักเรียน ดัชนีความเป็นผู้นำของผู้บริหาร ฯลฯ ถือความพยายามในการพัฒนาตัวชี้วัดที่เน้นส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน

     ทั้งสามโครงการที่กล่าวมามีเป้าหมายในการดำเนินการชัดเจน มีผลการวิจัยรองรับ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีตัวชี้วัดที่มีระสิทธิภาพ โครงการต่างๆ เหล่านี้ต้องอาศัยแนวคิดการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โรงเรียนต้องเป็นศูนย์กลาง และต้องมีการทำวิจัยเพื่อระบุปัญหาของโครงการ เมื่อมีปัญหาต้องรีบนำเสนอและหาวิธีแก้ไขทันที เมื่อนักเรียนได้รับความรู้หรือทักษะใดแล้ว ต้องให้โอกาสนักเรียนในการฝึกฝนและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้งานจริงโดยทันที เพื่อให้ความรู้นั้นอยู่ติดตัวผู้เรียนไปอย่างยาวนาน

แนวโน้มในอนาคต

     ปรัชญาแห่งการปฏิรูปการศึกษาของเซี่ยงไฮ้คือ ต้องเน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและต้องทำอย่างจริงจัง ต้องใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอนและการคิดอย่างมีระบบ เพราะกระบวนการของการศึกษามีแนวโน้มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น นครเซี่ยงไฮ้มีแนวคิดที่จะให้นักเรียนเริ่มใช้กระเป๋าหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยผสมผสานหนังสือรูปเล่มแบบดั้งเดิมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในด้านการสนับสนุน รัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายของโรงเรียนต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียนสามารถเสนอเป้าหมาย โครงการ และวิธีการของตนเองได้อย่างเสรี

     ในช่วงท้ายของการอภิปราย วิทยากรเปิดโอกาสให้ผู้เข้าฟังถามคำถามและเสนอแนวคิดต่างๆ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ 3 ด้าน คือ 

  • กระบวนการคัดเลือกครูเข้าสู่โรงเรียนในเซี่ยงไฮ้ โรงเรียนจะคัดเลือกจากคุณสมบัติหลักๆ คือ มีวุฒิปริญญาตรีจากสาขาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนจบครุศาสตร์โดยตรง แต่ต้องมีใบรับรองอาชีพครู ซึ่งได้มาจากการอบรมวิชาชีพครู ครูต้องทำการสอนและมีการประเมินโดยคณะกรรมการประเมินผล และเมื่อได้เป็นครูแล้วก็ต้องเข้ารับการอบรมทุกๆ ปี ปีละ 360 ชั่วโมง โดยการอบรมพัฒนาครูจะเน้นการทำวิจัย และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ หน่วยงานเอกชน ฯลฯ ในการจัดการอบรม
  • การคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียน เซี่ยงไฮ้มีวิธีคัดเลือกโดยจัดการฝึกอบรมผู้บริหารให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม ผู้บริหารโรงเรียนคนปัจจุบันมีสิทธิ์เสนอชื่อครูหรือบุคคลที่สนใจอยากให้เป็นผู้บริหารต่อจากตนเองได้ การอบรมจะใช้เวลาหนึ่งปี โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลเข้าร่วมการคัดเลือกผู้บริหารด้วย
  • การทำงานของครู ครูที่เซี่ยงไฮ้ต้องทำงานหนักเช่นเดียวกับครูไทย ในบางครั้งต้องรับหน้าที่รับผิดชอบเด็กๆ ในการดูแล พาไปส่งที่บ้าน หรือสอนการบ้านแทนผู้ปกครองในยามที่ผู้ปกครองไม่ว่าง นักเรียนเองก็เช่นกัน ต้องทำการบ้านตามที่ครูสั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการจดบันทึกชั่วโมงทำการบ้านให้อยู่ในระดับที่กำหนด เช่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาต้องทำการบ้านวันละไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ภาพสะท้อนประเทศไทย

            ดร.อุบล เล่นวารี อดีตที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และประธานคณะกรรมการโครงการเพชรยอดมงกุฎ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากที่ได้ฟังการนำเสนอ พบว่าครูที่เซี่ยงไฮ้มีภาระมากและทำงานหนักเช่นเดียวกับครูไทย แต่เซี่ยงไฮ้กลับพัฒนาไปไกลกว่าไทย เนื่องจากแนวคิดที่ว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ “โรงเรียน” จึงยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นพัฒนาโรงเรียน และมีเกณฑ์การวัดผลที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานส่วนกลางของจีนมีความทุ่มเทช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ การจัดโครงการจับคู่โรงเรียนถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากๆ การกำหนดให้นักเรียนเข้าเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมาก นอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังให้ความสำคัญกับคุณครูและผู้บริหาร เห็นได้จากการคัดเลือกบุคลากรเหล่านี้จากผลงาน ไม่ใช่ผลการประเมินที่เป็นตัวเลข เมื่อมองย้อนมาถึงประเทศไทยก็พบว่าพัฒนาไม่ตรงจุด ก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่ไม่เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ในช่วงสอบ O-NET คุณครูต้องวุ่นวายกับการเตรียมพร้อมนักเรียนสำหรับสอบ ซึ่งทำให้เด็กขาดโอกาสได้เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตจริงๆ รวมถึงนโยบายของไทยนั้นไม่ต่อเนื่อง เพราะต้องเปลี่ยนคณะผู้บริหารบ่อย หากประเทศไทยสามารถนำแนวทางของเซี่ยงไฮ้มาปรับใช้ได้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาในอนาคต



จำนวนผู้เข้าชม 3362 คน | จำนวนโหวต 5 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
3

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์