อันดับด้านการศึกษาไทยในเวทีโลกและอาเซียน ปี 2556

เขียนโดย thantida 01 | 08/09/2556 08:54:52

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


          เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา เวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม ( World Economic Forum : WEF) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ (Global Competiveness Index : GCI) ฉบับล่าสุด ปี 2556 การจัดอันดับภาพรวมปีนี้ของไทยอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 148 ประเทศ ซึ่งดีขึ้นจากปีที่แล้ว 2555 ที่อยู่อันดับที่ 38 จาก 144 ประเทศ

          จากการวิเคราะห์อันดับภาพรวมประเทศในกลุ่มอาเซียน โดย WEF ในระยะ 8 ปีถึงปัจจุบัน พบว่า อันดับรวมของกัมพูชาสูงขึ้นมา 23 อันดับ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์สูงขึ้น 19 อันดับ มาเลเซียและไทยอันดับถดถอย 4 และ 5 อันดับ ตามลำดับ

          ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันนั้น   WEF พิจารณาจาก 3 หมวดได้แก่

          1. ปัจจัยพื้นฐาน  ประกอบด้วย  สถาบันด้านเศรษฐกิจ  โครงสร้างพื้นฐาน  เศรษฐกิจมหภาค  สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เหล่านี้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ  ในหมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 49

          2. ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ  หมายถึง สิ่งต่างๆที่จะช่วยให้กิจการก้าวหน้า  อันรวมถึงการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม  ขนาดของตลาด  ประสิทธิภาพของตลาดสินค้า ตลาดแรงงาน  ตลาดการเงิน ความพร้อมด้านเทคโนโลยี  ในหมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 40 

          3. ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ หมายถึง ส่วนที่จะขับส่งให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก หมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 52

         ทั้งนี้วิธีการได้มาของข้อมูล WEF จะให้น้ำหนักกับการสำรวจความคิดเห็นและการให้คะแนนของผู้ประกอบการในธุรกิจ (Executive Opinion Survey) ถึง 2 ใน 3 ส่วนและอีก 1 ส่วนที่เหลือมาจากข้อมูลเปรียบเทียบเชิงสถิติที่สำคัญขององค์การระหว่างประเทศ เช่น เวิลด์แบงค์ โออีซีดี ยูเนสโก และองค์การอนามัยโลก WEF ประเมินขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง โดยมีคะแนนค่อนข้างดีด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค พัฒนาการตลาดและการเงิน จุดอ่อนคือด้านสุขภาพที่ไทยมีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงมากที่สุดนอกทวีปแอฟริกา ด้านนวัตกรรมและเทคโลยีและด้านการศึกษา  โดย WEF ยังได้วิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย 6 อันดับแรก ดังนี้ 1) ปัญหาคอรัปชั่น 2) ความไม่มั่นคงทางการเมือง 3) ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย 4) ระบบราชการ 5) ขาดความสามารถเชิงนวัตกรรม 6) ขาดคุณภาพการศึกษาแรงงาน

          การประเมินความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของ WEF จะมี 2 ระดับ ได้แก่ ประถมศึกษา (Primary Education)  และการศึกษาขั้นสูง (Higher Education and Training) อันรวมถึงมหาวิทยาลัย อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาและการพัฒนาแรงงาน

          ด้านประถมศึกษา (ซึ่งรวมสาธารณสุขด้วย) ไทยอยู่ที่อันดับ 81 ของโลกและ อันดับ 7 ในอาเซียน

          ด้านการศึกษาขั้นสูงและฝึกอบรม (Higher education and training) ไทยอยู่ในอันดับที่ 66 เทียบกับประเทศในอาเซียน WEF ประเมินไทยอยู่อันดับที่ 5 ซึ่งมีตัวชี้วัดย่อยด้านการศึกษาและการฝึกอบรมตามตาราง

         จากตารางผลประเมินข้างต้นของ WEF เกณฑ์ในการพิจารณาจะให้น้ำหนักมากต่อมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการในธุรกิจของประเทศนั้นๆว่าการศึกษามีการพัฒนาและตอบสนองต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือไม่ เช่น ตัวชี้วัดด้านคุณภาพของระบบการศึกษา (Quality of Education System) WEF จะดูว่า ระบบการศึกษาของประเทศนั้นๆสามารถตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้หรือหรือไม่  โดยมีคะแนนให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเลือกตั้งแต่ระดับ 7 = ตอบสนองมากที่สุด ถึงระดับ 1 = ไม่ตอบสนองเลย  ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยอยู่ในอันดับ 8 เท่าปี 2012 เพียงแต่ลำดับประเทศเปลี่ยนไป เพราะปี 2012 ลาว และพม่ายังไม่มีการจัดอันดับ ในรายงานปีนี้ 2013 คุณภาพด้านการศึกษาของเราดีกว่าเพียงเวียดนามและพม่า

        ในทำนองเดียวกัน ตัวชี้วัดคุณภาพประถมศึกษา จะดูว่าคุณภาพประถมศึกษาของประเทศตนเองเป็นอย่างไร โดยมีคะแนนให้เลือกตั้งแต่ระดับ 7 = ดีมาก  ถึงระดับ 1 = ไม่ดีเลย ไทยอยู่ในอันดับที่  7 สูงกว่าเวียดนาม กัมพูชาและพม่า ตามลำดับ

         จากรายงาน WEF กลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจของไทยที่เข้าร่วมแสดงความเห็นมีจำนวน 130 คน ร้อยละ 50 เป็นผู้ประกอบการที่มีจำนวนลูกจ้างต่ำกว่า 500 คน ประมาณร้อยละ 55 มาจากภาคบริการ และร้อยละ 45 มาจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม 

      ในภาพรวม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ไทยต้องรีบพัฒนาอย่างเร่งด่วน 3 ข้อ ได้แก่ อัตราเข้าเรียนประถม (อันดับที่ 9)  คุณภาพระบบการศึกษา (8) คุณภาพประถมศึกษา (7) ตามลำดับ คุณภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นอีกประเด็นที่ WEF เน้นย้ำว่าไทยต้องเร่งพัฒนา เนื่องจากมีคุณภาพที่ "ต่ำผิดปกติ"  (รายงาน WEF หน้า 35)

ผลการประเมินด้านการศึกษาอีกหลายสถาบันยังชี้ไปในทางเดียวกันอีกด้วย ได้แก่

  • ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน : ไอเอ็มดี (IMD) รายงานผลเมื่อพฤษภาคม 2556 จัดอันดับภาพรวมการแข่งขันของไทยอยู่ในอันดับที่ 27 จาก 60 ประเทศ  ซึ่งดีขึ้นกว่าปี 2555 ที่อยู่อันดับที่ 30 จาก 60 ประเทศ

           IMD ประเมินด้านการศึกษาภาพรวม ไทยอยู่อันดับที่ 51 จาก 60 ประเทศ เปรียบเทียบประเทศ  อาเซียน 5  ประเทศ สิงคโปร์ (4) มาเลเซีย (34) อินโดนีเซีย (52) และฟิลิปปินส์ (59) วิธีการประเมินของ IMD คล้ายกับของ WEF ในการสอบถามความเห็นจากตัวแทนนักธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศไทย ว่าคุณภาพของระบบการศึกษาไทยในมิติต่างๆ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้ดีเพียงใด อันดับของไทยจำแนกอันดับตามตัวชี้วัดดังนี้

โดยความหมายของดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของ IMD คือ การประเมินความคิดเห็นของผู้บริหารและนักธุรกิจต่อคุณภาพของระบบการศึกษาไทยในการตอบสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

  • ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ประจำปี 2556 (จำนวน 186 ประเทศ) บ่งบอกถึงการพัฒนามนุษย์ของประเทศในภาพรวมทางสาธารณสุข  การศึกษาและเศรษฐกิจ ครอบคลุมประชากรทุกระดับอายุ ใช้ติดตามพัฒนาการภาพกว้างในระยะยาว  ไทยอันดับที่ 103  ประเทศอาเซียนมีอันดับดังนี้ สิงคโปร์ (18)  บรูไน (30)  มาเลเซีย (64)  อินโดนีเซีย (121)  เวียดนาม (127)  กัมพูชา (138)
  • ดัชนีการเรียนรู้ของเพียร์สัน (Pearson’s Learning Curve Index) ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ต้องใช้สติปัญญา (Cognitive skills)  รวมถึงการคิดวิเคราะห์และโอกาสเข้าถึงการศึกษา (Educational attainment)รายงานเมื่อพฤศจิกายน 2555  เปรียบเทียบทั้งหมด 40 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 37  ประเทศเพื่อนบ้านมีอันดับดังนี้  เกาหลีใต้ (2)  ฮ่องกง (3)  ญี่ปุ่น (4)  สิงคโปร์ (5)  นิวซีแลนด์ (8)  ออสเตรเลีย (13) อินโดนีเซีย (40)
  • TIMMS (Trends in  International Mathematics and Science Study)  ที่จัดอันดับผลการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติของนักเรียนชั้น ป. 4 และ ม. 2 ทุก 3 ปี รายงานปี 2554 ในระดับ ม.2 จาก 45 ประเทศ  คณิตศาสตร์อันดับที่ 28 และวิทยาศาสตร์อันดับที่ 25 (อยู่ในกลุ่มต่ำทั้งสองวิชา)  ในส่วนของระดับชั้น ป. 4 จาก 52 ประเทศ  วิชาคณิตศาสตร์อันดับที่ 34 (กลุ่มต่ำ)  และวิชาวิทยาศาสตร์อันดับที่  29 (กลุ่มพอใช้)
  • เพิร์ล (Progress in International Reading Literacy Study: PIRLS) เป็นตัวชี้วัดทักษะความสามารถด้านการอ่าน ไทยยังไม่เข้าร่วมโครงการ  ผลการประเมินปี 2011 จาก 49 ประเทศ  ฮ่องกงอยู่ในอันดับ 1 ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับท็อปเทน  ยังมีสิงคโปร์ (4)  และไต้หวัน (9)
  • การจัดอันดับนานาชาติในระดับอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงมี 3 สถาบัน ได้แก่

             1. THE (Time Higher Education World University Rankings 2012-2013) การจัดอันดับมหาวิทยาลัย 400 แห่งจากทั่วโลก ไทยมีเพียงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีติดอันดับ 351-400 ไต้หวันมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับทั้งหมด 7 แห่ง ฮ่องกง (6) และ เกาหลีใต้ (6)

              ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับต้นๆของโลกและท็อปเทนของเอเชียมีทั้งมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายอาชีพและเทคโนโลยี ดังนี้

                 2. QS University Rankings 2013-2014 จัดอันดับใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับโลก QS World University Rankings 2013-2014 จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกปี 2013 จาก 800 แห่ง พิจารณาจาก 6 องค์ประกอบได้แก่ 1.ชื่อเสียงด้านวิชาการ (40%) 2. ความเห็นของนายจ้าง (10%) 3. สัดส่วนนักเรียนต่อบุคลากรในคณะ (20%) 4. จำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัยของคณะ (20%) 5. สัดส่วนอาจารย์ต่างชาติต่อคณะ (5%)  6. สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติต่อคณะ (5%) ใน 500 แห่งแรก มีจุฬาลงกรณ์มห่วิทยาลัยอันดับที่ 239 มหาวิทยาลัยมหิดล (283) และมหาวิทยาลัยอื่นๆที่ติดอันดับดังนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (551-600) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (601-650) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (651-700) มหาวิทยาลันยขอนแก่น (701+) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (701+) มหาวิทยาลันสงขลา (701+) ไทยรวมมหาวิทยาลัยติดอันดับทั้งหมด 8 แห่ง เกาหลีใต้มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับจำนวน 20 แห่ง ไต้หวัน 16 แห่ง มาเลเซีย 7 แห่ง และ ฮ่องกง 7 แห่ง  คลิกดูอันดับโลกทั้งหมด

     
  • ระดับเอเชีย QS University Asia Rankings 2013-2014 จัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2013 จาก 300 แห่ง พิจารณาจากการสำรวจความคิดเห็นของอาจารย์ทั่วโลก (40%)  จำนวนอาจารย์ต่อนักเรียน ( 20%) จำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย  (20%)  ความเห็นของนายจ้าง (10%) และความร่วมมือกับต่างประเทศ (10%) ร้อยอันดับแรกไทยมีมหาวิทยาลัยมหิดลติดอันดับที่ 42  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดอันดับที่ 48  และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (98) ยังมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับอีก ดังนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (107) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (146) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (161-170) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (161-170) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (171-180) มหาวิทยาลัยบูรพา (191-200) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (251-300) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (251-300) ไทยรวมมหาวิทยาลัยติดอันดับทั้งหมด 11 แห่ง เกาหลีใต้มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับจำนวน 49 แห่ง ไต้หวัน 28 แห่ง มาเลเซีย 18 แห่ง และ ฮ่องกง 7 แห่ง  คลิกดูอันดับเอเชียทั้งหมด 

                ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับท็อปเทนของเอเชียมีทั้งมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายอาชีพและเทคโนโลยี ดังนี้

                 3. Shanghai Rankings 2013 จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกทางวิชาการ 500 แห่ง พิจารณาจากคุณภาพการศึกษา (10%)  คุณภาพของบุคลากร (40%) จำนวนผลงานวิจัยและ (40%) ผลงานวิชาการต่อสถาบัน (10%)   ถึงปัจจุบันยังไม่มีมหาวิทยาลัยของไทยติดอันดับใน 500 อันดับแรก  มหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้ติดอันดับ 11 แห่ง ไต้หวัน 9 แห่ง และ ฮ่องกง 5 แห่ง

                   ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนี้

                จากผลประเมินข้างต้นสถานการณ์การศึกษาไทยต้องเร่งพัฒนาการศึกษาในทุกระดับ โดยการจัดการศึกษาจะต้องเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงผู้ประกอบการและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 

ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย  คุณธันว์ธิดา  วงศ์ประสงค์  นักวิชาการโลกาภิวัฒน์ศึกษา



จำนวนผู้เข้าชม 39467 คน | จำนวนโหวต 14 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
1

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์