ผลวิจัยแมคเคนซี่ชี้ “เทรนด์ตลาดแรงงานโลก 2030” ต้องการ “เด็กพันธุ์อาร์” อันดับหนึ่ง

เขียนโดย saowalak 01 | 18/01/2556 22:46:06

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


ผลวิจัยแมคเคนซี่ชี้ “เทรนด์ตลาดแรงงานโลก 2030” ต้องการ “เด็กพันธุ์อาร์” อันดับหนึ่ง คาดอนาคตจีนครองแชมป์ตลาดแรงงานระดับกลาง 30% ขณะที่แรงงานมีฝีมือในอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปรวมกันยังไม่ถึงครึ่งของจีน ด้านนักวิชาการไทยระบุ เด็กไทยมีลักษณะนักประดิษฐ์ เหมาะปั้นสู่ตลาดแรงงานระดับกลางของโลก ย้ำต้องให้พื้นที่เด็กระเบิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ตีกรอบติดภาพเด็กต่อยตี

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ณ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ ระดับอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1/2554 ซึ่งมีโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนทั้งสิ้น 55 โครงการ ร่วมจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมร่วมโหวต 10 สุดยอดนวัตกรรมคนพันธ์อาชีวศึกษา” โดยมี ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้เกียรติร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่า 400 คน

จากการประมวลผลด้านการศึกษาในปี 2012 ของสถาบันแมคเคนซี่ McKinsey Global Institute (MGI) ได้คาดการณ์เทรนตลาดแรงงานโลกระหว่างปี 2010-2030 ซึ่งประเมินว่าจะมีแรงงานในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2.9 พันล้านคนเป็น 3.5 พันล้านคนในปี 2030 ว่า นายจ้างทั่วโลกจะขาดแคลนแรงงานปัญญาชนที่สูงถึง 38-40 ล้านคน (ร้อยละ 13) ขณะที่กลุ่มแรงงานโลกไร้ฝีมือจะมีสูงราว 90-95 ล้านคน (ร้อยละ 10) นอกจากนี้กลุ่มแรงงานระดับกลาง จะเป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานโลกต้องการสูงสุด ราว 45 ล้านคน (ร้อยละ 15) ซึ่งผลการศึกษาเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้มีการพัฒนาการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า จะมีแรงงานสูงวัยถึง 360 ล้านคนในปี 2030 โดยประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจะมีแรงงานที่จบการศึกษาระดับวิทยาลัยอาชีวะที่แชร์ส่วนแบ่งตลาดแรงงานโลกสูงถึงร้อยละ 30 ในปี 2030 ขณะที่สหรัฐอเมริกามีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น และหากมองภาพรวมสำหรับชาติที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และชาติในยุโรปต่างๆ รวมกันแล้วจะมีแรงงานมีการศึกษารวมกันเพียงร้อยละ 14

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ สสค.กล่าวว่า “ธรรมชาติของเด็กเยาวชนไทยจะเก่งเรื่องงานฝีมือ เพราะมีทักษะงานช่างที่มีความละเอียด มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นบุคลิกสำคัญของนักประดิษฐ์ จึงตรงกับคำว่า นักนวัตกรรมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งตรงกับครูช่าง 10 หมู่ของไทย นอกจากนี้เด็กไทยมีจิตใจรักบริการซึ่งเป็นจุดแข็ง ฉะนั้นถ้าเราเตรียมความพร้อมให้เด็กอาชีวะไทยได้ดี ประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งผลิตแรงงานระดับกลางให้ตลาดแรงงานโลก เราจึงควรสนับสนุนให้เด็กอาชีวศึกษาสร้าง “แรงระเบิดในการคิดสร้างสรรค์” ไม่ใช่สร้าง “แรงระเบิดในการต่อยตีกัน” สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิดพื้นที่ให้เด็กอาชีวศึกษาได้ทำงานที่เชื่อมโยงกับชุมชนในท้องถิ่น และทำอย่างไรให้เด็กอาชีวศึกษามีที่ยืนในสังคม ไม่ถูกละเลย หรือทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพเด็กอาชีวะให้สอดคล้องกับสังคมแรงงานโลกต่อไป

“ต่อไปเราต้องมองเด็กเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ฉะนั้นการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเน้นการมีงานทำ ไม่ใช่เน้นเพียงการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยซึ่งเชื่อว่า กลุ่มแรงงานระดับกลางจะเป็นกลุ่มแรงงานที่ความต้องการสูงในตลาดระดับโลก ผมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถแข่งขันระดับกลางในเชิงคุณภาพได้ เช่น ถ้าคุณต้องการแรงงานจำนวนมากให้ไปจีน แต่หากต้องการแรงงานระดับกลางมีคุณภาพต้องมาไทย”

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญจากสภาพัฒน์ระบุถึงปัญหาของอาชีวศึกษาคือ สเป็คของแรงงานที่จบการศึกษาที่นายจ้างอยากได้มักไม่ตรงกับบุคลากรที่ผลิต  สิ่งสำคัญที่เห็นจากโครงการทั้ง 55 โครงการนี้ คือ นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น โดยวิทยาลัยต่างๆได้เปิดประตูสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดต่อชุมชน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้แรงงานโดยตรง เช่น  วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการปง จ.พะเยา ที่ทำเครื่องถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดเพื่อแก้ปัญหาการเผาขยะจากซังข้าวโพดที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชน วิทยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช ที่คิดค้นเครื่องผ่าหมาก ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มจำนวนการผ่าหมากได้สูงเกือบเท่าตัว และวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อีเทค) จ.ชลบุรี ที่คิดค้นเครื่องคัดแยกขนาดหอยแมลงภู่เพื่อชุมชน ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานและเพิ่มคุณภาพการผลิต โดยมีการส่งมอบเครื่องคัดแยกให้ชุมชน 4 ชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า ชาวอาชีวศึกษาเป็นกลุ่มนักคิดที่สามารถนำความคิดไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับความจำเป็นพื้นฐานของชุมชนได้จริง โดยสสค.จะรวบรวมผลงานของทั้งหมด 55 โครงการเพื่อส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นำนวัตกรรมที่ดีนำไปขยายผลในส่วนกลางต่อไป

นายวณิชย์ อ่วมศรี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ควรปรับแก้ 3 ด้าน คือ 1.นวัตกรรมการเรียนการสอนที่ไม่ทันสมัย 2.สุขภาวะที่เข้มแข็งทั้งคุณภาพการทำงาน สติปัญญาและจิตใจ และ 3.การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วันนี้จึงได้กำไรในการสร้างเครือข่ายและการนำความรู้ของเพื่อนอาชีวศึกษาไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อทำไปเผยแพร่ขยายผลต่อไป นำสู่กิจกรรมที่เป็นจริงในสถานศึกษาต่อไปได้

ดร.อกนิษฐ์  คลังแสง  รองเลขาธิการ คณะกรรมการการอาชีวศึกษาพูดถึงการเชื่อมเครือข่ายอาชีวศึกษามา เนื่องจาก คุณภาพไม่ตรงตามสเป็คของผู้จ้าง และปริมาณแรงงานไม่เพียงพอ เนื่องจากการสร้างแรงงานไม่เชื่อมโยงกับความต้องการในพื้นที่ และความต้องการของอุตสาหกรรมโดยรอบ ทำให้เกิดช่องว่าง การส่งต่อระหว่างผู้จ้างกับแรงงานที่สถาบันผลิต ฉะนั้นต้องมีการใช้เครือข่ายเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างทุกภาคส่วน โดยเฉพาะต้องผลึกโฉมการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม ชุมชน เพื่อจะได้ตอบโจทย์แรงงานที่ต้องการ 1.คุณภาพการศึกษาที่ตรงตามมาตรฐานและตลาดแรงงานต้องการ 2.ผลิตเพื่อให้แรงงานสามารถประกอบอุตสาหกรรมอิสระได้ 3.เด็กอาชีวศึกษาไทยต้องเก่งคิด เก่งทำ เก่งสื่อสาร ด้วยการสร้างเครือข่าย 4.การพัฒนาครูและหลักสูตร เน้นฐานสมรรถนะ



จำนวนผู้เข้าชม 3277 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์