เวทีปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งที่ 12 : ปฏิวัติภาพลักษณ์ท้องถิ่น “น่าน ชัยภูมิ สุรินทร์” จังหวัดนำร่องปฏิรูปการศึกษา

เขียนโดย saowalak 01 | 16/01/2556 22:54:25

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


ปฏิวัติภาพลักษณ์ท้องถิ่น  “น่าน ชัยภูมิ สุรินทร์” จังหวัดนำร่องปฏิรูปการศึกษา    ลบภาพสร้างอาคารหรู เบนเข็มสู่การพัฒนาการศึกษที่ตอบโจทย์ชุมชน

“เมื่อพูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า หลายท่านอาจคิดเหมือนกันว่า ถ้าขับรถไปกลางทุ่งนาแล้วเห็นตึกใหญ่มหาศาลต้องเป็นตึกอบต.อย่างแน่นอน แต่อยากให้ทุกคนรู้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด เพราะได้มาเวทีนี้ทำให้เห็นว่าอบต. อบจ. เทศบาล ทั้งหลายใช้เงินที่รัฐบาลจัดสรรเป็นประโยชน์กับชุมชนและเด็กอย่างไร จึงถือโอกาสใช้ที่นี่บอกไปยังอบต. อบจ. หรือเทศบาลที่ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้เงินอย่างไรนอกจากสร้างตึกที่ทำการใหญ่ๆ มันมีวิธีใช้เงินที่เป็นประโยชน์กับอนาคตของชุมชนของท่านอีก” วลัยรัตน์ ศรีอรุณ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

วันนี้ท้องถิ่นกำลังพลิกโฉมจากสร้างตึก อาคาร และสิ่งก่อสร้าง หันมาสู่การสร้าง “คน” ด้วยการกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนในจังหวัดของตัวเอง

ในเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล หัวข้อ “การพัฒนาการเรียนรู้ในจังหวัดนำร่อง:ฝันที่ตั้งใจให้เป็นจริง” เมื่อวันที่  10 มกราคม 2556 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำเสนอตัวอย่างการทำงานของจังหวัดชัยภูมิ น่าน และสุรินทร์ ซึ่งได้จับมือการทำงานร่วมกันระหว่างจังหวัด ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยจัดเวทีระดมความเห็นของคนในจังหวัด เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์คนในชุมชน

เริ่มจาก จ.น่าน ได้วางทิศทางการศึกษาของจังหวัดแบบ “น่านสไตล์”  โดยมีเป้าหมายว่า ภายในปี 58 เด็กน่านจะเป็น “เด็กรักดี รักถิ่นเกิด เรียนรู้สู่สากล” โดยนำร่องในพื้นที่ 2 อำเภอ 4 ตำบล ซึ่งเน้นพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์

ชุมพร แสงมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จ.น่าน มียุทธศาสตร์การพัฒนาเด็ก 3 ด้าน 1 ส่งเสริมเด็กเป็นคนดี ใฝ่รู้ มีคุณธรรมชีวิตที่ดีงาม และทักษะการดำรงชีวิต 2 ปลูกฝังเด็กน่านมีจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมและสังคม 3 สนับสนุนเด็กน่านให้มีทักษะการสื่อสาร และเทคโนโลยี รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการศึกษาในจังหวัดน่านจะต้องมีอุดมศึกษาใกล้บ้าน เพื่อไม่ต้องส่งลูกหลานออกไปไกลจากครอบครัว และเปิดสอนในคณะที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของจังหวัด ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

นรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน  กล่าวว่า การศึกษาของน่านทุกวันนี้ เป็นการศึกษาที่สนองตอบเฉพาะระดับประเทศ ละเลยความต้องการของคนถิ่น องค์ความรู้ที่มีอยู่จึงถูกส่งออกไปนอกเมือง การศึกษาแบบน่านสไตล์ จึงควรเรียนรู้ในท้องถิ่นว่า มีทรัพยากรอย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร เมื่อเรียนจบแล้วก็จะมาตอบสนองเมืองของเขา เมื่อเมืองเข้มแข็ง ก็จะส่งทรัพยากรไปช่วยประเทศได้

จ.ชัยภูมิ ได้นำเสนอทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดด้วยการจัดตั้ง “สภาส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาชีวิตเด็ก จ.ชัยภูมิ” เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือและกำหนดทิศทางการดูแลเด็กในจังหวัดร่วมกัน จากเดิมที่เรื่องเด็กและเยาวชนอยู่ในการดูแลแบบแยกส่วน

บรรยงค์ วงศ์กนิษฐ์ รองผู้ว่าราชการจ.ชัยภูมิ มองทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดว่า ภาพที่อยากเห็นคือ มีครูต้นแบบหรือครูสอนดีเต็มพื้นที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างมีคุณภาพ และอยากให้เด็กชัยภูมิมีความรักและภูมิใจในความเป็นคนชัยภูมิ มีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ก้าวไกลสู่สากล เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงต้องหาวิธีการให้เด็กชัยภูมิมีความดี การเรียนที่ดี มีคุณสมบัติเป็นเด็กที่ดี ผลการเรียนอยู่ในลำดับต้นไม่น้อยหน้าจังหวัดอื่น ซึ่งปัญหาเด็กและเยาวชนในจังหวัดคงไม่สามารถปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเข้ามาแก้ไขได้อีกต่อไป เราต้องร่วมมือกันแก้ไขจึงจะสำเร็จ

มนตรี ชาลีเครือ นายกอบจ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การบูรณาการเรื่องการศึกษาจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีควบคู่กัน เพราะการเติมเต็มเด็กในชนบทไอซีทีจะมีส่วนช่วยสนับสนุนเพื่อลดช่องว่างลงได้ 

มาถึงการนำเสนอของ จ.สุรินทร์ ได้วางทิศทางการปฏิรูปการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนจ.สุรินทร์ ไว้  3 ด้านคือ 1) เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสต้องได้รับการดูแลจนจบการศึกษาภาคบังคับและมีทักษะที่จำเป็น ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในการดำเนินการ 2)  เด็กและเยาวชนต้องได้รับการพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ และ 3)  เด็กเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษต้องได้รับการพัฒนาส่งเสริมสู่ความเป็นเลิศ รวมทั้งการจัดทำระบบฐานข้อมูลออนไลน์ของเด็กและเยาวชนทั้งจังหวัด โดยได้งบสนับสนุนจากอบจ.สุรินทร์

กิตติภัทร์  รุ่งธนเกียรติ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือ เด็กและเยาวชนในจังหวัดสุรินทร์ทุกคนจะต้องจบการศึกษาภาคบังคับ ตามด้วยการเรียนรู้ด้านภาษาทั้ง 3 ภาษา เพื่อแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน พร้อมกับสร้างจุดแข็งของจังหวัดคือ พัฒนาให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เมืองช้าง” โดยมีช้างเป็นตัวแสดง เพื่อดึงดูดภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเด็กและเยาวชนในจังหวัดจะมีส่วนในการแสดงศิลปวัฒนธรรม เด็กจะมีรายได้ กล้าแสดงออก และภูมิใจในท้องถิ่นของตัวเอง  ทั้งนี้การทำงานทุกอย่างจึงต้องเกิดจากความร่วมมือและประสานงานเป็นอย่างดี จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชน เกิดขึ้น ตนเชื่อมั่นว่าใน 5-10 ปีข้างหน้าเด็กและเยาวชนของจังหวัดสุรินทร์จะมีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะแข่งขันในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแน่นอน

ในเวทีแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในฐานะประธานการประชุมได้แลกเปลี่ยนว่า เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องเร่งด่วน คุณภาพเด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของประเทศ เดิมทีเรื่องการศึกษามักเอากระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวตั้งอย่างเดียว จึงเป็นโครงสร้างแนวดิ่งลงมาที่โรงเรียนซึ่งเป็นเรื่องยากเกินที่จะทำเฉพาะในโรงเรียน แต่ถ้าเราเอาพื้นที่ ท้องถิ่น และจังหวัดเป็นตัวตั้งจะเกิดการรวมพลังกัน เรียกว่า “เทศภิวัศน์” หรือการนำพื้นที่เป็นตัวตั้งในการทำงาน และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขคือการทำให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะเราพยายามทำเรื่องการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ ในขณะที่พ่อแม่ยากยังจน แต่ถ้ามีสัมมาชีพมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้ว เขาก็อยู่ในฐานะที่อยากจะทำอะไรมากขึ้น

พญ.ชนิกา ตู้จินดา ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาลกุมารแพทย์ กล่าวว่า อยากให้จังหวัดให้น้ำหนักการดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิด เพราะเด็กวัย 0-5 ปี ถือเป็นยุคทองที่สมองได้รับการพัฒนาสูงสุด แต่จากผลการศึกษาพบว่า อัตราการซีดของเด็กไทยพบมากขึ้น และการดูแลแม่ตั้งครรภ์ก่อนคลอดพบว่า แม่ในพื้นที่รอบกทม.มีอัตราการซีด 18-30% เพราะทานอาหารแบบเร่งด่วน ซึ่งภาวะซีดมาจากออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ส่งผลเด็กสู่เขาไม่ได้ เพราะต้นทุนแย่ตั้งแต่แรก 

ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิต กล่าวว่า ทั้ง 3 จังหวัด ถือเป็นการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชนเป็นตัวตั้งโดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังมีการจัดทำฐานข้อมูลของเด็กทุกจังหวัดให้ทันเหตุการณ์ มีการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นี่คือคาถาที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่รอด  



จำนวนผู้เข้าชม 3574 คน | จำนวนโหวต 1 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
1

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์