สสค.จับมือนักวิชาการ เปิด 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย หวังปลูกฝังค่านิยมรักการอ่าน เผยคนไทยอ่านหนังสือ เฉลี่ย 5 เล่ม/ปี

เขียนโดย reading thailand | 25/10/2555 22:00:19

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


สสค.จับมือนักวิชาการ เปิด "100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย" หวังปลูกฝังค่านิยมรักการอ่าน เผยคนไทยอ่านหนังสือ เฉลี่ย 5 เล่ม/ปี ขณะที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน “เวียดนาม-สิงคโปร์-มาเลเซีย”อ่านหนังสือมากกว่า 40 เล่ม/ปี พบช่องว่างฐานะทางเศรษฐกิจส่งผลการเข้าถึงหนังสือดีของเด็กไทย

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดตัว “100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” ในงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 17 โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล คณะกรรมการคัดเลือก 100  หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย  กล่าวถึงสถานการณ์การอ่านของเด็กและเยาวชนไทยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 พบว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านมากที่สุดคือ กลุ่มเยาวชน เฉลี่ย 46 นาที ซึ่งเป็นสัดส่วนเวลาอ่านหนังสือที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ซึ่งจากการจัดลำดับด้านพฤติกรรมการอ่าน พบว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม ขณะที่คนเวียดนามอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม คนสิงคโปร์อ่านหนังสือปีละ 45 เล่ม และคนมาเลเซียอ่านหนังสือปีละ 40 เล่ม ส่งผลให้จากการทดสอบทางPISA ในปี 2552 พบว่า เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ซึ่งความสามารถด้านการอ่านของเด็กไทย อยู่ในอันดับที่ 50  จากทั้งหมด 65 ประเทศ

“ข้อมูลที่น่าสนใจด้านพฤติกรรมการอ่านของเด็กและเยาวชนไทยคือ ช่องว่างด้านการอ่านของเด็กไทยที่มาจากฐานะทางเศรษฐกิจ เด็กในโรงเรียนอนุบาลที่ดี พ่อแม่อยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง เด็กจะมีพฤติกรรมการอ่านหนังสือมากขึ้น ต่างจากเด็กในต่างจังหวัดหรือศูนย์เด็กเล็กที่พ่อแม่ไม่มีฐานะทางการเงิน ซึ่งเป็นช่องว่างที่แตกต่างกันอย่างมาก เด็กในชนบทแทบจะไม่ได้แตะหนังสือ เพราะหนังสือดีๆมีราคาแพงมาก ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสภาวการณ์เด็กและเยาวชน สถาบันวิจัยรามจิตติ ในปี 2551-2552 พบว่า เด็กวัยประถม ฐานะปานกลางขึ้นไป เป็นกลุ่มที่อ่านหนังสืออ่านเล่นเป็นงานอดิเรกเป็นประจำ เช่น เรื่องสั้น สารคดี นิยาย สูงที่สุด คิดเป็น 44% และสูงกว่าเด็กประถมที่มีฐานะยากจน ซึ่งมีอยู่ 39% อย่างไรก็ตามเด็กในกลุ่มฐานะยากจน มีความใส่ใจการอ่านหนังสือเรียนเป็นประจำมากกว่าเด็กที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป โดยเด็กประถมที่มีฐานะยากจน มีพฤติกรรมการอ่านหนังสือเรียนเป็นประจำ อยู่ที่ 57% ขณะที่เด็กที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปอยู่ที่ 54%”รศ.วิทยากร กล่าว

รศ.วิทยากร กล่าวว่า การปลูกฝังให้รักการอ่านจะเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้คนฉลาด การปฏิรูปทางการศึกษาได้ผล และนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้ จึงมีการคัดเลือก 100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวัย ตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่ต่างกันคือ 1. กลุ่มเด็กเล็ก(0-6ปี) จะเลือกหนังสือที่มีรูปภาพมาก เนื้อหาง่ายๆ อ่านแล้วประทับใจ 2. กลุ่มเด็กโต (6-12ปี) จะเป็นเนื้อหาที่ทำให้เด็กสามารถเอาตัวตนไปเทียบได้ถึงจะสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตจริงมากขึ้น ทั้งความหวัง ความผิดหวัง โศกเศร้า ความตาย แต่ไม่หดหู่โหดร้ายจนเกินไป เพราะประสบการณ์ชีวิตเด็กยังน้อย และ 3.กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน (12-18ปี) จะมีเนื้อหาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยพบว่า หนังสือเด็กที่มีเนื้อหาเรียบง่ายจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจเด็กตั้งแต่วัย 10 ขวบได้ เพราะเด็กจะเริ่มสนใจเนื้อหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาที่หลากหลาย ซับซ้อน และสนุก เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านหนังสือให้มากขึ้น โดยการพัฒนาวิชาภาษาไทยด้วยการส่งเสริมการอ่านหนังสือนอกเวลา อ่านเพื่อความสนุกและสอบแบบวรรณกรรม เด็กจะรักและถูกพัฒนาทักษะทางภาษามากขึ้น

นายปรีดา ปัญญาจันทร์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ในด้านของผู้ผลิต หนังสือเด็กและเยาวชนของไทยไปได้ดีกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะมีจำนวนเนื้อหาที่มากกว่า เนื่องจากหนังสือเด็กของพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนใหญ่เน้นเรื่องนิทานพื้นบ้านแล้วกลับมาทำใหม่ ขณะที่หนังสือเด็กในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา ส่วนใหญ่จึงเป็นหนังสือที่มาจากต่างประเทศ ที่น่าสนใจคือ ประเทศเวียดนาม มีการนำหนังสือจากต่างประเทศมาแปลทั้งหมด รวมถึงหนังสือนิทานพื้นบ้าน ที่มีการปรับรูปภาพให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการอ่านและความสนใจของเยาวชน ในส่วนของหนังสือเด็กในประเทศไทย แม้จะมีจำนวนหนังสือแปลลดลง โดยผลิตเนื้อหาเองมากขึ้น แต่ผู้อ่านยังเป็นกลุ่มเดิมที่มีฐานการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่เด็กที่มีฐานะยากจน ลึกๆแล้วต้องการอ่านหนังสือเหล่านี้ จึงควรมีมาตรการเพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวเข้าถึงหนังสือที่ดีมากขึ้น

นางพรพิไล เลิศวิชา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า การปลูกฝังการอ่านหรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่เล็ก จะก่อให้เกิดผลดี 3 ด้าน คือ 1.ช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการทำงานของสมอง 2. เป็นการปลูกฝังความคิดและค่านิยม ซึ่งจะแข็งแรงและอยู่ตัวมากพอที่จะกำหนดเป็นทิศทางชีวิตของเด็กได้ และ 3 จะพัฒนาให้เด็กมีทัศนคติที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะการปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ยังเล็กในเนื้อหาเรียนรู้โลกกว้าง เช่น รู้จักนิทานจีน หนังสือแนวผญจภัย เด็กจะมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่มองมุมเดียว ซึ่งทั้ง 3 สิ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการเป็นเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

สำหรับ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย จากการคัดเลือกของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.หนังสือสำหรับเด็กเล็กวัย 0-6 ปี ได้แก่ กุ๋งกิ๊ง ชุดนิทานส่งเสริมสุขนิสัย โดย มนฤดี ทองกลอย , ขอหนูหลับหน่อย โดย รินนา คลานุวัฒน์ , คุณช้างโต...ช่วยหน่อยได้ไหม โดยวีระยุทธ เลิศสุดวิสัย เป็นต้น 2. หนังสือสำหรับเด็กโต 6-12 ปี ประเภทการ์ตูน ได้แก่ การ์ตูนพุทธประวัติ โดย โอม รัชเวย์ , มอม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ,วิกฤตดาว โดยอภิชาต รอดวัฒนกุล และหลวงพี่เอี้ยงแห่งวัดมะนาวหวาน โดย อิศรา สุคงคารัตนกุล เป็นต้น ประเภทนิทานและนิทานประกอบภาพ ได้แก่ เรื่องเอก นิทานอีสป โดย บรรณาธิการสำนักพิมพ์ห้องเรียน , ของเล่นเดินทาง โดย เทพศิริ สุขโสภา, โรงเรียนริมทะเล โดย สาคร พูลสุข เป็นต้น และ 3. หนังสือสำหรับเยาวชนและวัยรุ่น 12-18 ปี ประกอบด้วย การ์ตูน เรื้องสั้น นิทาน นวนิยาย ร้อยกรอง บทกวี ความเรียง-สารคดี ได้แก่ เรื่องเล่าจากร่างกาย โดย ชัชพล เกียรติขจรธาดา ,ตรวจภายใน โดยนิ้วกลม ,ลิ้นชักแห่งความทรงจำ โดย อิทธิวัฎภ์ สุริยมาตย์ , เส้นสมมุติ โดย วินทร์ เลียววาริณ , ความสุขของกะทิ โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าชายไม่วิเศษ โดย ปรีดา อัครธรรมโชติ และชาล้นถ้วย โดย ว.วชิรเมธี เป็นต้น ดูรายชื่อ 100 หนังสือดีทั้งหมด ได้ที่นี่พร้อมดาวน์โหลดรายชื่อ http://qlf.or.th/Home/Details?contentId=522



จำนวนผู้เข้าชม 7664 คน | จำนวนโหวต 5 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
24

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์