เปิดสถานการณ์เด็กบกพร่องการเรียนรู้ “แอลดี-ออทิสติก-สมาธิสั้น-เรียนรู้ช้า” พุ่ง 13% พบปัญหาเด็กไทยกว่า 9 แสน มีสัญญาณบกพร่องการเรียนรู้แต่ไม่ถูกคัดกรอง

เขียนโดย sugar s | 19/10/2555 23:08:33

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


เปิดสถานการณ์เด็กบกพร่องการเรียนรู้ “แอลดี-ออทิสติก-สมาธิสั้น-เรียนรู้ช้า” พุ่ง 13% พบปัญหาเด็กไทยกว่า   9 แสน มีสัญญาณบกพร่องการเรียนรู้แต่ไม่ถูกคัดกรอง ลงท้ายถูกปฏิเสธจากระบบการศึกษา นักเศรษฐศาสตร์ชี้ GDP จะสูงขึ้นถึง 2% หากช่วยเด็กกลุ่มนี้สำเร็จ สสค.จับมือราชานุกูล พัฒนาระบบดูแลเด็กบกพร่องการเรียนรู้ 3 ชั้น “คัดกรองดูแลเด็กตั้งแต่พ่อแม่และครู-หน่วยบริการสาธารณสุข-จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม” พร้อมเปิดตัวคู่มือครู-พ่อแม่ดูแลเด็กบกพร่องการเรียนรู้ 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร  ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล  กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนเด็กบกพร่องการเรียนรู้จากภาวะทางสมอง ประกอบด้วย สมาธิสั้น แอลดี เรียนช้า และออทิสติก  มีจำนวนถึง 12-13% ของประชากรเด็กทั้งหมด แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเด็กบกพร่องการเรียนรู้ส่วนหนึ่งมาจากอัตราส่วนประชากรที่เพิ่มขึ้น การค้นพบเด็กมีมากขึ้น รวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษและอาหารล้วนมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก  ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ แต่มีวิธีการเรียนที่แตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ถูกยอมรับก็จะเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แปลกแยกจากกลุ่มเพื่อน หรืออาจเสียโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นผลกระทบใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยคนใกล้ตัว คือ ครูและผู้ปกครองเพื่อสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะกับศักยภาพและความสามารถของเขา

“ระบบการดูแลกลุ่มเด็กบกพร่องการเรียนรู้ จะทำใน 3 ขั้นตอนคือ 1. การคัดกรองเด็กสำหรับครูและผู้ปกครองอย่างง่าย เพราะสิ่งสำคัญคือ พบเด็กได้เร็วก็มีโอกาสพัฒนาเด็กได้มากขึ้น ขั้นที่ 2. คือ  การส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งนักจิตวิทยา แพทย์ หรือครูการศึกษาพิเศษคัดกรองอีกชั้น ขั้นที่ 3 คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับเด็กแต่ละกลุ่ม โดยมีแบบฝึกหัดเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ปกครองและครู ที่ต้องร่วมมือกัน เพราะการฝึกซ้ำจะทำให้เกิดทักษะการเรียนรู้ โรคนี้หมอจึงไม่รักษาได้ด้วยหมอ ผู้ที่รักษาได้ดีคือ พ่อแม่และครูที่ออกแบบแบบฝึกหัดให้เขาได้ทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากความร่วมมือกับสสค.ได้มีการออกแบบคู่มือเบื้องต้นสำหรับผู้ปกครองและครู พร้อมทั้งอบรมให้ครูในระดับปฏิบัติการเพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้เครื่องมือ เพื่อเริ่มคัดกรองเด็กในภาคเรียนที่ 2 นี้ โดยทำงานอย่างเชื่อมโยงกันทั้ง 3 ขั้นตอน”พญ.พรรณพิมล กล่าว

ดร.ผดุง อารยะวิญญู นายกสมาคมแอลดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มเด็กพิการทางสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยกลุ่มที่เป็นออทิสติก ในทุก 500 คน จะเกิดขึ้น 1 คน ส่วนแอลดีแท้ มีจำนวน 5% ของประชากรเด็กทั้งหมด ขณะที่แอลดีแฝงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน มีจำนวน 10% ของประชากรเด็กทั้งหมด โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจของปัจจัยการเพิ่มขึ้นในกลุ่มออทิสติก มาจากหลายสาเหตุ เช่น ส่วนหนึ่งอาจมาจากระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ เพราะลำไส้เล็กไม่ดูดซึม ทำให้อาหารถูกดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเสีย แบคทีเรียจึงถูกดูดซึมขึ้นสมอง รวมถึงการแพ้นมวัว ส่วนเด็กแอลดี ส่วนหนึ่งเกิดจากสารตะกั่ว ปรอท กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สำหรับสมาธิสั้น เกิดจากกลไกการควบคุมทางสมองบกพร่อง

นางพลอยกาญจน์ พึ่งเพียร รองผู้อำนวยการโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กล่าวว่า โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ มีกลุ่มเด็กบกพร่องการเรียนรู้ ถึง 280 คน ประกอบด้วย ออทิสติก บกพร่องทางสติปัญญา พิการทางการได้ยิน และแอลดี โดยมีจำนวนถึง 20% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเกินกว่าความสามารถที่โรงเรียนจะดูแลได้ เพราะโดยปกติแล้วจะรับได้ที่ 10% ตามหลักสูตรการเรียนร่วม แต่เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธจากสถานศึกษาอื่น โดยระบบการดูแลกลุ่มเด็กบกพร่องการเรียนรู้ เริ่มจากครูประจำชั้นตั้งแต่ระดับประถมส่งข้อมูลเด็กกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวมายังคณะกรรมการเรียนร่วม เพื่อทำหน้าที่คัดกรองเบื้องต้น หากพบว่าอยู่ในกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้ จะหารือกับผู้ปกครองเพื่อส่งเด็กให้แพทย์ตรวจยืนยัน จากนั้นจึงทำเรื่องเพื่อขอสื่อการสอนสำหรับเด็กพิเศษ รวมถึงการจดทะเบียนผู้พิการ ในส่วนนี้ทำให้ผู้ปกครองไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเกรงถูกมองว่าลูกเป็นคนพิการ และผู้ปกครองบางคนที่หาเช้ากินค่ำจึงปฏิเสธที่จะพาเด็กเข้าไปรับการคัดกรอง ทั้งนี้หากเด็กที่ผ่านการคัดกรองตามระบบแล้ว ทางโรงเรียนจะจัดกระบวนการสอนเสริมหลังเลิกเรียน รวมถึงเด็กที่หลุดจากการประเมินซึ่งถูกปฏิเสธโดยผู้ปกครอง

ดร.ผดุง กล่าวว่า วิธีการสังเกตอาการของพ่อแม่ว่าเด็กเข้าข่ายบกพร่องการเรียนรู้หรือไม่ ในกลุ่มแอลดี จะทราบเมื่อเข้าเรียนแล้ว ในเด็กอนุบาลจะไม่เข้าใจคำสั่งโดยเฉพาะคำสั่งทิศทาง เป็นคนไม่มีระเบียบ เด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาเรื่องการแปลสัญลักษณ์การรักษาจึงเป็นหน้าที่ของครูและผู้ปกครองในการสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ที่เหมาะสม ในกลุ่มออทิสติก เมื่อทักทายเด็กจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นิ่ง เงียบ ไม่มองตามวัตถุ หากพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่ยังเล็กก่อนอายุ 4 ปี จะสามารถช่วยพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ส่วนเด็กสมาธิสั้น จะมีพฤติกรรมไม่นิ่ง วิธีรักษาคือ ทานยาเพื่อปรับสมดุล อย่างไรก็ตามปัญหาในปัจจุบันคือ เด็กส่วนใหญ่ไม่เข้าถึงการคัดกรอง เพราะขณะนี้กระทรวงคัดกรองเด็กได้ 140,000 คน แต่มีเด็กที่มีสัญญาณอีกถึง 900,000 คน รวมถึงการขาดแคลนโรงเรียนที่มีครูสอนเด็กพิเศษรองรับ

“เด็กทุกคนมีทาง หากเราเจอเขาได้เร็ว และรู้ชัดว่า เขาเป็นอะไร มีมาตรการช่วยอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วง 0-5 ปี ปัญหาที่หนักก็จะเบา เบาก็เป็นดี เป็นปกติ ขณะนี้ตัวเลขต่ำๆประเทศไทยมีเด็กแอลดีร่วมล้านคน เช่น เด็กในสถานพินิจซึ่งเป็นสมาธิสั้นสูงถึง 30% ซึ่งนักวิจัยเศรษฐศาสตร์ระบุว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาเด็กกลุ่มนี้ที่มีจำนวนร่วม 3 ล้านได้ จะส่งผลให้ค่า GDP ของไทยจะสูงขึ้น 2 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องทำอะไร ฉะนั้นต้องหาเครือข่ายในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเชื่อมข้อมูล และองค์กรให้เกิดความร่วมมือที่ต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาตัวแบบเชิงระบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ"ดร.อมรวิชช์ กล่าว

“เด็กทุกคนมีทาง หากเราเจอเขาได้เร็ว และรู้ชัดว่า เขาเป็นอะไร มีมาตรการช่วยอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วง 0-5 ปี ปัญหาที่หนักก็จะเบา เบาก็เป็นดี เป็นปกติ ขณะนี้ตัวเลขต่ำๆประเทศไทยมีเด็กแอลดีร่วมล้านคน เช่น เด็กในสถานพินิจซึ่งเป็นสมาธิสั้นสูงถึง 30% ซึ่งนักวิจัยเศรษฐศาสตร์ระบุว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาเด็กกลุ่มนี้ที่มีจำนวนร่วม 3 ล้านได้ จะส่งผลให้ค่า GDP ของไทยจะสูงขึ้น 2 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องทำอะไร ฉะนั้นต้องหาเครือข่ายในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเชื่อมข้อมูล และองค์กรให้เกิดความร่วมมือที่ต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาตัวแบบเชิงระบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ"ดร.อมรวิชช์ กล่าว

นางปิยนุช โชติกเสถียร ผู้ปกครองเด็กพิเศษ (น้องไตเติ้ล จากภาวะออทิสติก วัย17ปี) มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า เริ่มสังเกตอาการน้องไตเติ้ล เมื่ออายุ 2 ปี ที่พัฒนาการเริ่มถดถอย ไม่เล่นกับใคร ชอบแยกตัว เดินเขย่งปลายเท้า ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง และมักเล่นอะไรซ้ำๆ จึงพาไปพบแพทย์ทั่วไป แต่ไม่สามารถวินิฉัยสาเหตุได้ จนน้องไตเติ้ลอายุ 10 ปี เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จึงตัดสินใจพาไปพบแพทย์ด้านจิตเวช ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าลูกเป็นออทิสติก วินาทีนั้นมีทั้งความเสียใจและดีใจที่ทราบสาเหตุที่แท้จริงเพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยแพทย์แนะนำให้ลูกเข้าโรงเรียนเฉพาะทาง เพราะก่อนหน้านี้เรียนโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเหมือนส่งลูกไปนอนเพราะโรงเรียนไม่ให้ความสนใจ เมื่อเข้าโรงเรียนพญาไท ซึ่งเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง ในชั้น ป.1 ถือเป็นช่วงเวลาหักดิบทั้งแม่และลูก เพราะครูมีความเอาใจใส่อย่างมากในการปรับพฤติกรรมเด็ก ผู้ปกครองจึงต้องให้ความร่วมมือ แม้จะทรมานใจแต่ต้องใจแข็งเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าว ดังนั้นครู หมอ พ่อแม่ ที่ทำงานร่วมกันจะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ตนคาดหวังว่า อยากให้ลูกจบในระดับการศึกษาภาคบังคับ คือ ม.3 แล้วเรียนต่อสายอาชีพตามความถนัด เพื่อใช้ชีวิตในสังคมให้ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ไม่ควรอาย ถ้าไม่ยอมรับก็เท่ากับเก็บลูกเอาไว้ แต่ถ้ารู้เร็วก็มีโอกาสทำให้เด็กเหมือนคนปกติได้เร็ว แม้ว่าออทิสติกจะรักษาไม่หาย แต่ถ้ายอมรับ เพื่อให้เด็กปรับพฤติกรรมได้เร็ว โอกาสที่จะเป็นปกติก็จะมากขึ้น

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสสค. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่ถูกคัดกรอง จึงไม่ถูกจัดกระบวนการเรียนรู้ และแม้ว่าบางส่วนจะถูกคัดกรองจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญแล้ว หากไม่มีการส่งต่อข้อมูลกลับไปที่หน่วยดูแลเด็กก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนแก้ปัญหาเด็กอยู่ในชั้นเรียนและครอบครัว ดังนั้นจึงต้องทำให้เกิดกลไกความร่วมมือในการทำงานระหว่างระบบสาธารณสุข การศึกษา และการศึกษาพิเศษเชื่อมโยงกัน สสค.จึงร่วมกับสถาบันราชานุกูล เพื่อพัฒนาตัวแบบเชิงระบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ การจัดทำเครื่องมืออย่างง่ายสำหรับครูและผู้ปกครองเพื่อคัดกรองเด็กในเบื้องต้น จากนั้นจะเป็นการส่งต่อเด็กไปยังสถานพยาบาล และส่งกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนที่เหมาะสำหรับเด็กในแต่ละกลุ่ม โดยมีการพัฒนาครูให้มีความรู้ในการประเมินเด็กที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงการจัดการสอนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจของผู้ปกครอง โดยเริ่มในพื้นที่นำร่อง ทั้ง 4 ภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง จ.สุพรรณบุรีและกทม., ภาคเหนือ จ.นครสวรรค์ , ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี และภาคอีสาน จ.มหาสารคาม ทั้งหมดก็เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ราว 2 ล้านคน เพื่อไม่ให้ตกหล่นจากการดูแลการศึกษาภาคบังคับ และมีทักษะในการใช้ชีวิตเพื่ออยู่รอดในสังคม



จำนวนผู้เข้าชม 13315 คน | จำนวนโหวต 4 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
1

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์