อ่านเพื่อชีวิต

เขียนโดย thantida 01 | 25/09/2555 11:02:05

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


คัดลอกมาจาก หนังสือ "ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ : สรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง 56" โดย ครูเรฟ เอสควิธ ครูสอนดีนอกระบบชาวอเมริกัน

มองกันคนละมุม

    โรงเรียนมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านหนังสือ เขตพื้นที่การศึกษารวมลอสแอนเจลีส (Los Angeles Unified School District) ก็เหมือนเขตอื่นๆ อีกมากมายที่นำเอาชุดฝึกทักษะการอ่านที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ (scripted basal readers) มาใช้สอนเด็กๆ ถ้าเราดูวัตถุประสงค์ในการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษา เราจะรู้ว่าทำไมเด็กนักเรียนถึงรู้สึกว่าสิ่งที่ให้อ่านนั้นไม่น่าสนุกเอาเสียเลย วัตถุประสงค์เช่นที่ว่านี้มักจะเน้นที่การอ่านคล่อง การจับใจความสำคัญ และเป้าหมายอื่นๆ ที่จำเป็นแต่สุดแสนจะน่าเบื่อ ผมไม่เคยเห็นวัตถุประสงค์ในการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับ ความรื่นรมย์ ความหลงใหล หรือ ความตื่นเต้นเร้าใจ เป็นลำดับแรกๆ เลย ทั้งที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

     นั่นคือเหตุผลที่เราอ่านหนังสือกัน แล้วเราก็ลืมนึกถึงความจริงข้อนี้ ผมอ่านทุกวัน และไม่ใช่เพราะจะต้องสอบ หรือเพราะอยากให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ของผมได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนผมมีความก้าวหน้า ผมอ่านเพราะผมชอบอ่าน เพื่อนๆ มักจะเอาหนังสือใหม่ที่พวกเขาชอบใจมาให้ผมอ่าน พวกเขาอดใจรอฟังความเห็นของผมแทบไม่ไหว ผมอ่านข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือดีๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือดีๆ ทางวิทยุ หรือแอบได้ยินคนแปลกหน้าคุยกันถึงหนังสือเล่มใหม่ที่ถูกใจในที่สาธารณะ ตอนเด็กๆ ผมก็เป็นแบบนั้น ผมไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ผมก็เป็นนักอ่านตัวยงทีเดียว ตอนเป็นเด็กผมไม่เคยถูกจับให้ทดสอบการอ่านเป็นพันๆ ชั่วโมงเพื่อประเมินความก้าวหน้าของผม ผมใช้เวลานั้นอ่านหนังสือที่ดีมีคุณค่า หนังสือพวกนั้นทำให้ผมยิ่งกระหายที่จะอ่านเล่มอื่นๆ อีก ความกระหายในวรรณกรรมและความถี่ของการไปห้องสมุดของผมเป็นการประเมินความก้าวหน้าที่ดีกว่าแบบทดสอบมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

     เด็กนักเรียนเกรด 5 ของผมหัวเราะชอบใจกับวิธีทดสอบการอ่านซึ่งประกอบด้วยคำถามเพียง 3 ข้อที่พวกเขาคิดขึ้นมาเอง พวกเขาบอกว่า แบบทดสอบความสามารถในการอ่านของพวกเขามีความเที่ยงตรงแม่นยำยิ่งกว่าแบบทดสอบที่หน่วยงานให้บริการทดสอบออกแบบมาเสียอีก

  • คุณเคยแอบอ่านหนังสือใต้โต๊ะที่โรงเรียนเพราะครูสอนน่าเบื่อและคุณก็อยากอ่านให้จบแทบแย่อยู่แล้วหรือไม่?
  • คุณเคยถูกดุเรื่องอ่านหนังสือที่โต๊ะอาหารเย็นหรือไม่?
  • คุณเคยแอบคลุมโปงอ่านหนังสือหลังจากถูกสั่งให้เข้านอนหรือไม่?

     

     นักเรียนกับผมเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าเด็กคนไหนตอบว่าเคยทั้งสามข้อ เด็กคนนั้นก็ถูกลิขิตให้เป็นนักอ่านตลอดชีวิตแล้ว

     ผมอยากให้เด็กของผมรักการอ่าน การอ่านไม่ใช่วิชา การอ่านเป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นกิจกรรมที่คนซึ่งสนใจความเป็นไปในโลกทำกันอยู่ตลอดเวลา โดยมากแล้วการโน้มน้าวให้เด็กเห็นความจริงข้อนี้จะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ดูเอาจากโลกที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาก็แล้วกัน แต่มันก็เป็นไปได้ และเมื่อเราพิจารณาว่าอะไรคือเดิมพัน ก็คุ้มค่าที่จะพยายาม หากเด็กคนหนึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความพิเศษอย่างแท้จริง คือเป็นคนที่รู้จักคิด รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความคิดที่เปิดกว้าง และมีความสามารถที่จะอภิปรายเรื่องสำคัญๆ กับผู้อื่นได้ ความรักการอ่านเป็นรากฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 

ผู้ใหญ่เป็นผู้ชี้แนะ

     แม้แต่เด็กที่ฉลาดที่สุดก็ต้องการการชี้แนะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหารหรือวรรณกรรม เด็กๆ ต้องการให้เราช่วยพาพวกเขาไปบนเส้นทางที่ถูกต้องเหมาะสม

      ผมไม่ได้ฉลาดกว่านักเรียนของผม แต่ผมรู้มากกว่าพวกเขาเพราะผมอายุมากกว่า ผมรู้จักหนังสือดีๆ ที่พวกเขาอาจยังไม่เคยผ่านตามาก่อน เป็นหน้าที่ของผมในฐานะพี่เลี้ยงที่จะหยิบหนังสือพวกนี้ใส่มือเขา เนื่องจากเด็กๆ ไว้ใจผม พวกเขาจึงน่าจะยอมลองอ่านหนังสือที่ผมแนะนำ ถ้ามีนักเรียนของผมสักคนเป็นแฟนของแฮร์รี พอตเตอร์ การแนะนำหนังสือแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจให้เขาอ่านก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว การได้ยินเด็กคนหนึ่งหัวเราะเสียงดังขณะที่อ่าน The Phantom Tollbooth หรือเมื่อเด็กถามว่าจะขอยืม The Chronicle of Narnia ตอนต่อไปได้ไหมเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตื่นเต้นได้เสมอ

     ผมรู้สึกขนลุกเวลาที่ดูพวกเขาพยายามทำความเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ลึกๆ ของ Alice in Wonderland การแบ่งปันความรื่นรมย์จากวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมอาจเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก วรรณกรรมนี้เองที่ทำให้เยาวชนเริ่มมองโลกแตกต่างไปจากเดิม เปิดใจรับความคิดใหม่ๆ และเดินทางไปบนถนนสู่ความเป็นเลิศ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อสรุปว่า การไม่อ่านหนังสืออื่นเลยนอกจากชุดฝึกทักษะการอ่านนั้นมักนำไปสู่ทางตันในที่สุด

      บางโอกาส ผมก็ใช้ซีดีหนังสือ ผมสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ติดใจซีดีสองเรื่องนี้เป็นพิเศษ นั่นคือ The Autobiography of Malcolm X ที่อ่านโดยนักแสดงชื่อโจ มอร์ตัน (Joe Morton) และ Anne Frank: The Diary of a Young Girl ที่อ่านโดยวิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) บันทึกความทรงจำที่คลาสสิกทั้งสองเรื่องนี้เล่าโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และการฟังเสียงนักแสดงอาชีพเล่าเรื่องก็ยิ่งช่วยตรึงความสนใจของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี สำหรับหนังสือบางเล่มแล้ว วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้เด็กแลกกันอ่านเป็นตอนๆ เสียอีก

ที่ห้องสมุด

     พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องพาเด็กๆ ไปห้องสมุด หลายครอบครัวไม่มีกิจกรรมนี้ เมื่อการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตแพร่หลายขึ้น ก็มีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สั่งหนังสือทางออนไลน์ การที่เด็กๆ สั่งซื้อหนังสือก็ดีอยู่หรอก แต่มันไม่มีความหมายอย่างการไปห้องสมุด เราพยายามจะสร้างค่านิยมให้เด็กๆ ของเรา การไปห้องสมุดทำให้เด็กๆ ได้อยู่ท่ามกลางคนที่หลงใหลการอ่านหนังสือเหมือนๆ กัน เมื่ออยู่ในห้องสมุด เด็กๆ สามารถพลิกดูหนังสือและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ทำทางออนไลน์ไม่ได้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะได้พบปะพูดคุยกับนักอ่านทุกวัย แทนที่จะได้แต่เปิดกล่องพัสดุที่อยู่ในตู้รับจดหมายเท่านั้น ทุกวันนี้เด็กๆ ที่รักการอ่านมักถูกเพื่อนๆ ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือล้อเลียน แต่เด็กที่ไปห้องสมุดเป็นประจำทุกสัปดาห์และถูกล้อว่า “เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขาอ่านหนังสือกันแล้ว” จะรู้ว่านั่นไม่เป็นความจริง เขาอาจจะบอกตัวเองว่า คนที่นายรู้จักอาจจะไม่อ่านหนังสือ แต่ฉันจะบอกให้ว่านายน่ะเข้าใจผิด วิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะความเฉยเมยของเด็กๆ ต่อการอ่านคือพาพวกเขาไปอยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยผู้มีสติปัญญา กระตือรือร้น และชื่นชอบการอ่านเป็นปกติวิสัย ห้องสมุดจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการเริ่มต้น

     แต่งานของเราไม่ได้จบลงที่การพาเด็กผ่านประตูห้องสมุดเท่านั้น ผู้ใหญ่ต้องคอยแนะนำด้วย มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมและนักเรียนของผมอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน มีเด็กนักเรียนเกรด 5 อีกประมาณ 20 คนเดินโครมครามเข้ามาในห้อง เมื่อผมเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นว่าพวกเขามากันเองโดยไม่มีใครดูแล

     เด็กกลุ่มนั้นใช้เวลาในห้องสมุดประมาณครึ่งชั่วโมง บางคนออนไลน์และเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการอ่าน บางคนก็นั่งคุยกับเพื่อน บางคนก็หาหนังสืออ่านเองโดยไม่มีใครช่วยแนะนำ นี่เป็นการสูญเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเด็กนักเรียนที่พลาดโอกาสที่จะค้นพบหนังสือที่อาจจะช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสกับความรื่นรมย์จากการอ่าน เด็กส่วนใหญ่จึงกลับห้องเรียนพร้อมกับหนังสือที่อ่านแล้ว หรือไม่ได้หนังสืออะไรกลับไปเลย ครูยังคุยโทรศัพท์อยู่ตอนที่เด็กๆ กลับไปถึง ตารางเรียนของห้องเขียนเอาไว้ว่าเด็กๆ ได้ไปห้องสมุด

การเลือกวรรณกรรม

     มีหลายวิธีที่จะหาหนังสือสนุกๆ ให้เด็กๆ อ่าน แน่นอน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการให้เด็กๆ ยืมหนังสือเล่มที่เรารักและยังอ่านสนุกอยู่ทุกเมื่อ แต่หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากที่ไหน ลองพิมพ์คำว่า “Newbery Award” ลงในกูเกิล แล้วสำรวจรายชื่อนวนิยายดีๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ในหลายปีที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเจอเด็กประถมคนไหนเลยที่ไม่สนุกกับการอ่านเมื่อผมยื่นหนังสือคลาสสิกอย่าง Bridge to Terabithia , The Westing gam หรือ Number the star ให้พวกเขา

     รายชื่อหนังสือที่ได้รับรางวัลคัลดีคอตต์ (Caldecott) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเลือกหาหนังสือสำหรับเด็กเล็ก บรรณารักษ์ห้องสมุดทั้งหลายจะมีรายการหนังสือทุกประเภทให้ผู้ปกครองและครูได้ค้นหาหนังสือที่จะอยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ไปตลอดชีวิต

     คุณอาจเป็นครูประถมที่ทางเขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้ใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านที่น่าเบื่อหน่ายพวกนั้น ทั้งยังไม่ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้อ่านวรรณกรรมดีๆ จนจบเล่มด้วย  สำนักพิมพ์จำนวนมากอ้างอย่างผิดๆ ว่าเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจบเล่ม ในเมื่อตำราเรียนของทางสำนักพิมพ์มีตัวอย่างร้อยแก้วที่งดงามอยู่ในบทเรียนอยู่แล้ว สำนักพิมพ์เหล่านี้ไม่อยากให้ครูประจำชั้นอ่านวรรณกรรมกับเด็กนักเรียนของตนเพราะนั่นอาจทำให้โรงเรียนเลิกสั่งซื้อคู่มือประกอบการเรียนการสอน รวมทั้งหนังสือฉบับ “ปรับปรุงใหม่” จากรายการหนังสือคัดสรรของสำนักพิมพ์ที่แสนจะน่าเบื่ออีกมากมายนับไม่ถ้วน

     ข้อโต้แย้งที่ว่าการบรรจุบางช่วงบางตอนของวรรณกรรมไว้ในแบบฝึกทักษะการอ่านนั้นเพียงพอแล้วสำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องน่าขัน ผมได้ประจักษ์ถึงผลเสียที่เกิดจาก

     ยุทธศาสตร์แบบนี้เมื่อปีที่แล้ว โรงเรียนของเราใช้หนังสือรวมวรรณกรรมคัดสรรที่มีความบางตอนจากเรื่อง Anne Frank:The Diary of a Young Girl รวมอยู่ด้วย ครูหนุ่มที่โรงเรียนพยายามจะทำในสิ่งที่ควรจะทำ เขารู้ว่าหนังสือแอนน์แฟรงก์เป็นงานเขียนชิ้นสำคัญ ฉะนั้นเมื่อได้รับหนังสือสำหรับห้องเรียนของเขามาชุดหนึ่ง ครูก็สั่งให้เด็กนักเรียนอ่านหนังสือนั้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูหนาว และเตรียมตัวสอบเมื่อเปิดภาคเรียน ผลปรากฏว่าล่มไม่เป็นท่า นักเรียนยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเนื้อหาในหนังสือ พวกเขาไม่รู้ภูมิหลังของสงครามโลกครั้งที่ 2 แถมยังหาประเทศเนเธอร์แลนด์บนแผนที่ไม่เจอด้วยซ้ำไป ดูเหมือนว่าอักษรย่อและคำศัพท์ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่น บีบีซีและรอบเดือนจะทำให้เด็กๆ เบื่อหน่าย ไม่เว้นกระทั่งนักเรียนที่ขยันที่สุดของครูคนนี้ ภายหลัง เมื่อเด็กๆ มาอยู่ห้องผม พวกเขาพากันโอดครวญใหญ่เมื่อผมบอกว่าแอนน์ แฟรงก์เป็นหนังสือในรายการที่ต้องอ่าน

      นี่เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน ทั้งๆ ที่มีเจตนาดี แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำที่ถูกที่ควรแก่เด็กๆ นอกจากเด็กๆ จะไม่ซาบซึ้งกับบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้แล้ว พวกเขาถึงกับเกลียดมันไปเลย โชคดีที่ผมใช้ความอดทนแก้ไขเหตุการณ์ให้ดีขึ้นได้และทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องของแอนน์แฟรงคก์จึงเป็นอมตะ แต่มันจะไม่ดีกว่าหรอกหรือที่จะแนะนำให้เด็กเหล่านี้รู้จักอ่านความหมายอันลึกซึ้งของงานเขียนชิ้นเอกนี้เสียตั้งแต่แรก

      ผมคงจะไม่แนะนำครูหนุ่มสาวให้ไปต่อกรกับผู้มีอำนาจ ผลลัพธ์เพียงประการเดียวของการผลักดันที่ชอบด้วยเหตุผลของเราเพื่อให้เด็กได้อ่านวรรณกรรมก็คือ เราจะมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญการรู้หนังสือมาอยู่ในห้องเพิ่มขึ้นและคอยวุ่นวายกับความพยายามของเราที่จะให้เด็กได้อ่านหนังสือ แทนที่จะสูญเสียพลังงานไปกับการต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะ จงเล่นไปตามเกมและปฏิบัติไปตามแผนการสอนของโรงเรียน แต่เราไม่ได้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่เราต้องทำคือหาช่วงเวลาอื่นให้เด็กได้อ่านหนังสือดีๆ กัน ตั้งชมรมการอ่านในเวลาอาหารกลางวันหรือหลังเลิกเรียนก็ได้ แน่นอนนี่เป็นเรื่องยากและใช้เวลามาก ทั้งยังเป็นเรื่องตลกร้ายที่ครูดีๆ และอายุยังน้อยต้องทำงานนอกเวลาและขับเคี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เด็กๆ ของตนได้อ่านวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงเป็นอย่างยิ่ง

นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก

     ครูหลายคนอยากอ่านวรรณกรรมกับนักเรียน แต่เนื่องจากมีนักเรียนบางคนเรียนด้วยความยากลำบาก ครูซึ่งไม่อยากจะทอดทิ้งเด็กที่ตามไม่ทันจึงมักใช้บทเรียนที่ง่ายกว่า เพื่อช่วยให้นักเรียนเหล่านั้นรู้สึกว่าตนเองก็ทำได้ ผลก็คือเด็กที่เรียนทันและเด็กเก่งเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องรอเพื่อนคนอื่นๆ

      เรื่องนี้ผมใช้กลยุทธ์สองทาง ทางแรกผมจะคอยอธิบายสิ่งที่อ่านเป็นระยะๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กที่เรียนช้าตามเพื่อนทันได้ ผมจะเตรียมหาเนื้อเรื่องตอนที่เข้าใจง่ายไว้สำหรับนักอ่านระดับเบื้องต้น ผมสร้างความสำเร็จให้พวกเขาก่อนที่บทเรียนจะเริ่มเสียอีก พวกเขาจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวันเพราะได้อ่านต่อหน้าเพื่อนๆ และไม่เคยถูกหัวเราะเมื่ออ่านตะกุกตะกัก ทั้งยังพบว่าตนเองพัฒนาได้เร็วกว่าเมื่อก่อน เมื่อผมสั่งงานเขียน ผมจะคอยช่วยเด็กเหล่านี้ตอบคำถามและปรับปรุงทักษะการเขียนของพวกเขาไปด้วย

     ทางที่สองของกลยุทธ์การอ่านของผม คือให้เด็กแต่ละคนอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับระดับการอ่านของตัวเอง เด็กๆ จะเขียนรายงานเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านทุกเดือน ผมจะเล่าถึงกิจกรรมเหล่านี้โดยละเอียดในบทที่ 4

     การที่ผมชี้แนะแนวทางให้นักเรียน และช่วยพวกเขาเอาชนะความรู้สึกไม่เชื่อมั่นได้ทำให้เด็กแม้กระทั่งคนที่มีผลการเรียนแย่ที่สุดเกิดความมั่นใจขึ้นมาได้ พวกเขาเผชิญหน้ากับความท้าทายในสภาพแวดล้อมที่มีทั้งแรงผลักดันเพื่อความเป็นเลิศและพี่เลี้ยงที่คอยให้กำลังใจและประคับประคอง ปีที่แล้วเด็กนักเรียนทุกคนที่มาอยู่กับผมพร้อมอันดับ “ต่ำกว่าระดับพื้นฐานมาก” ผ่านการทดสอบทักษะการอ่านขั้นพื้นฐานตอนสิ้นปีได้ทั้งหมด

ครูมัธยมต้นและมัธยมปลาย

     เยาวชนทุกวันนี้มีความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องอย่างหนึ่งคือคิดว่าการอ่านเป็นสิ่งที่เราเรียนแต่ในชั่วโมงภาษาอังกฤษเท่านั้น ความคิดแบบนี้ช่างไร้สาระและควรคัดค้าน ผมพบว่าวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการให้คุณครูทั้งหลายตั้งชมรมนักอ่านขึ้น มีใครเขียนไว้ตรงไหนหรือว่าครูสอนคณิตศาสตร์หรือครูสอนวิทยาศาสตร์ไม่ควรเป็นแบบอย่างในเรื่องการอ่านให้นักเรียนของตัวเอง

     ผมเคยเห็นครูวิทยาศาสตร์ ครูประวัติศาสตร์ และครูพลศึกษาที่น่าชื่นชมหลายต่อหลายคนทำชมรมนักอ่าน พวกเขาเลือกหนังสือดีๆ และนำมาให้เด็กๆ ห้องต่างๆ ได้เลือกอ่าน ส่วนใหญ่ชมรมเหล่านี้จะมาประชุมกันตามกำหนดเวลา ซึ่งมักเป็นเวลาพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียน เมื่ออ่านหนังสือจบบทหนึ่ง สมาชิกชมรมก็จะมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนคิดความเห็น เนื่องจากนักเรียนเข้าร่วมโดยความสมัครใจ ครูจึงได้ทำงานกับเด็กๆ ที่มีความกระตือรือร้น เด็กๆ จะได้พบเพื่อนจากห้องอื่นที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน แต่อาจไม่ได้รู้จักกันเลยหากไม่มาที่ชมรม มิตรภาพจึงเกิดขึ้น ในขณะที่ครูจะผูกพันสนิทสนมกับบัณฑิตน้อยในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในห้องเรียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย นี่เป็นวิธีที่จะใช้เวลาสัปดาห์ละสองชั่วโมงที่วิเศษสุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างได้ประโยชน์ นับเป็นการอ่านด้วยเหตุผลที่สมควรทุกประการ

     พ่อแม่สามารถทำอย่างเดียวกันนี้ได้ที่บ้าน บางบ้านมีชั่วโมงอ่านหนังสือของครอบครัว บางบ้านขอให้สมาชิกทุกคนอ่านหนังสือ เช่น ให้อ่านบทที่ 2 ของ Great Expectation ก่อนอาหารเย็นวันพฤหัสบดี เด็กๆ ของเราจำเป็นต้องมีผู้ใหญ่ที่อ่านเป็นประจำและพูดคุยเรื่องหนังสือกับพวกเขา เราอยากให้เด็กๆ ของเราเป็นอย่างไร เราเองก็ต้องเป็นอย่างนั้น

การประเมิน

     พ่อแม่และครูส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าเมื่อมีการสอนทักษะอย่างหนึ่งอย่างใด ก็จำเป็นต้องมีการประเมินความสามารถในการใช้ทักษะนั้นด้วย การแสดงความคิดเห็นยังไม่เพียงพอ ทำอย่างไรเราจึงจะตรวจสอบความเข้าใจของเด็กๆ เวลาที่พวกเขาอ่านวรรณกรรมดีๆ ได้

     ทั้งพ่อแม่และครูสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ชื่อ www.learninglinks.com ที่นี่มีชุดแนะแนวการศึกษาที่เรียกว่าโนเวล-ทีส์ (Novel-ties) ซึ่งผมเห็นว่าช่วยเสริมการอ่านได้อย่างดีเยี่ยม ผมขอบอกก่อนว่าเว็บไซต์อื่นก็มีชุดแนะแนวทำนองเดียวกัน ชุดแนะแนวโนเวล-ทีส์ครอบคลุมหนังสือหลายร้อยเรื่อง โดยนักเขียนที่หลากหลาย ตั้งแต่เบเวอร์ลี เคลียรี (Beverly Cleary) จนถึงมาร์ก ทเวน (Mark Twain) หนังสือในชุดแนะแนวทุกเล่มมีหมวดที่เกี่ยวกับคำศัพท์เป็นรายบทเพื่อสอนคำศัพท์ใหม่ๆ และช่วยให้นักเรียนเข้าใจสิ่งที่กำลังอ่านดีขึ้น เด็กๆ จะได้ฝึกใช้คำศัพท์ที่เพิ่งเรียนรู้ในการอุปมาอุปไมยและในเกมคำศัพท์อื่นๆ จนคล่องแคล่ว นักเรียนยังจะได้เขียนเรียงความและตอบคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจในนวนิยายเรื่องนั้นๆ ด้วย

     ในฐานะที่เป็นพ่อและครู ผมมีเวลาจำกัดจำเขี่ยมาก ดูจากตารางงานผมแล้ว ผมไม่สามารถมีทางเตรียมคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจสำหรับบทเรียนแต่ละบทที่ผมอ่านกับเด็กคราวละสิบๆ ข้อได้เลย แต่ชุดแนะแนวการศึกษาโนเวล-ทีส์ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โนเวล-ทีส์ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือชุดแนะแนวนี้ช่วยสร้างความเข้าใจจนถึงระดับสูงสุด โดยไม่พยายามทำให้เนื้อหาง่ายลงแบบโง่ๆ การใช้หนังสือแบบฝึกหัดนี้ได้ช่วยให้นักเรียนของผมกลายเป็นนักอ่าน นักเขียน นักคิดที่ดีขึ้น

สร้างความเชื่อมโยง

     ผมรู้สึกแปลกใจอยู่เสมอเวลาได้ยินสารพัดเหตุผลของเด็กนักเรียนว่าทำไมพวกเขาจึงอ่านหนังสือที่อ่านอยู่นั้น “ครูสั่ง เพราะมันอยู่ในรายการหนังสืออ่าน” “มีคำถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อยู่ในข้อสอบ” “ผมต้องอ่านเพื่อจะได้ผ่านวิชานี้” คำตอบที่ได้ยินบ่อยจนเกินไปนี้เป็นคนละเรื่องกันเลยกับการที่เราต้องการให้เด็กๆ ของเราเป็นนักอ่าน

     เยาวชนที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับโลกรอบตัวได้  ในที่สุดพวกเขาจะค่อยๆ เข้าใจตัวเองอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ พวกเขาจะเชื่อมโยงตัวละครกับสถานการณ์ที่อาจช่วยในการตัดสินใจของตน เมื่อนักเรียนอายุสิบขวบของผมแสดงละครเรื่องเฮนรีที่ 4 ทั้งสองตอนในคืนเดียว พวกที่ชอบเยาะเย้ยถากถางพากันสงสัยว่าเด็กๆ จะสามารถตีความพฤติกรรมประหลาดของเจ้าชายฮัลส์และฟอลสตัฟฟ์ได้หรือ เด็กๆ รู้มากกว่านั้นเสียอีก การวิเคราะห์ความเพียรพยายามค้นหาศักดิ์ศรีในโลกที่ไร้ศักดิ์ศรีของเจ้าชายฮัลส์ช่วยสอนให้เด็กๆ เข้าใจการต่อสู้ดิ้นรนของตัวเองเมื่ออยู่ในโรงอาหารและสนามเด็กเล่น

     วรรณกรรมยิ่งใหญ่ถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์หรือแสดงเป็นละครเวทีทุกปี พ่อแม่และครูต้องคอยติดตามว่าเมื่อใดจะมีการนำวรรณกรรมมาดัดแปลงเป็นหนังหรือละคร เด็กๆ จะดูได้อย่างสนุกสนานหากได้อ่านงานวรรณกรรมต้นฉบับเสียก่อน หลังจากที่เราแนะนำเด็กๆ ให้ชมภาพยนตร์หรือการแสดงที่ดัดแปลงมาจากหนังสือที่พวกเขาได้อ่านแล้ว เราอาจให้พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าภาพยนตร์หรือการแสดงนั้นทำได้ใกล้เคียงกับประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านงานวรรณกรรมชิ้นนั้นเพียงใด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือ The Lord of the Rings, The Chronicles of Narnia, Of Mice and Men และวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนโรงละครท้องถิ่นก็สร้างละครจากงานของนักเขียน เช่น ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) วิลเลียม อินจ์ (William Inge) หรือ ออกัสต์ วิลสัน (August Wilson) เมื่อเด็กๆ อ่านวรรณกรรมโดยรู้ว่าตัวเองจะได้ดูภาพยนตร์หรือละครที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมนั้นบนจอภาพยนตร์หรือบนเวที และครูจะต้องขอให้พวกเขานำประสบการณ์ทั้งสองแบบมาเปรียบเทียบกัน เด็กๆ จะอ่านหนังสือด้วยความหลงใหลและกระตือรือร้นยิ่งกว่าเวลาที่พวกเขาต้องอ่านเพียงเพื่อให้สอบผ่าน นี่แหละที่ควรจะเป็นเป้าหมายสำหรับเด็กของเรา

เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

     หากเราใช้ความพยายาม เราอาจมีเด็กนักเรียนอย่างลูอิส ลูอิสก็เช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นๆ ที่สมัครใจเรียนในชั้นวันเสาร์ที่ผมสอนพวกนักเรียนเก่าที่ยังคิดถึงห้อง 56 และอยากจะเก็บแหล่งพักพิงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เด็กชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายเหล่านี้มาฝึกทำแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาการ (Scholastic Aptitude Test หรือ SAT) อ่านวรรณกรรม และเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

     เสาร์นั้น เราอ่าน A Raisin in the Sun ของลอร์แรน ฮันส์เบอร์รี (Lorraine Hansberry) กัน อีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเราจะไปทัศนศึกษากันที่เทศกาลเชกสเปียร์ในแอชแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งเราจะได้ดูละครของฮันส์เบอร์รีและละครของคนอื่นๆ อีกมาก ผมอยากให้เด็กๆ เตรียมพร้อม ผมจึงเสียเวลาไปค้นหาบทละครเรื่องนี้มาให้เด็กๆ อ่านไปด้วยกัน ขณะเดียวกันก็เล่าให้เด็กๆ ฟังถึงสภาพสังคมในเวลานั้นที่ทำให้ละครเรื่องนี้เปลี่ยนโฉมหน้าละครเวทีอเมริกันไปจากเดิม ขณะที่เราอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายของบทละคร เด็กๆ หลายคนถอนหายใจด้วยความสุขและความยินดีเช่นทุกครั้งที่อ่านผลงานชิ้นเอกจบลง แต่ลูอิสนั่งน้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่มีใครหัวเราะเยาะเด็กอายุ 14 ปีคนนี้ขณะที่เขาสะอึกสะอื้น เมื่อเขารวบรวมสติได้ ผมก็ถามเขาว่ามีอะไรในละครเรื่องนี้ที่ทำให้เขารู้สึกประทับใจลึกล้ำขนาดนี้ คำตอบของเขาเรียบง่าย “ผมร้องไห้ เพราะนี่คือครอบครัว ของผม”

     เขาเป็นนักอ่าน เขาสร้างความเชื่อมโยง เขาเข้าใจ เขาสามารถสำรวจความคิดที่ยิ่งใหญ่และมองเห็นความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของตนเอง เป็นไปได้อย่างมากว่า ในอนาคตข้างหน้า เด็กๆ อาจจะได้อ่านงานเขียนของลูอิส

     นี่คือความเชื่อของผม: ถ้าเยาวชนได้พัฒนาความรักในการอ่านขึ้นแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในมาตรฐานหลักสูตรของรัฐไม่ปรากฏวัตถุประสงค์ข้อนี้ การประเมินการอ่านของเราอาจเริ่มต้นที่คะแนนจากแบบทดสอบมาตรฐาน แต่ท้ายที่สุด เราต้องวัดความสามารถในการอ่านของเด็กจากเสียงหัวเราะที่เปล่งออกมาและน้ำตาที่รินไหลขณะที่เด็กซึมซับตัวอักษร เสียงหัวเราะและน้ำตาอาจไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ในการอ่านตามหลักสูตรของรัฐ แต่นั่นเป็นมาตรฐานของห้อง 56 เด็กๆ พวกนี้อ่านหนังสือเพื่อรู้จักชีวิต

 

หนังสือ "ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ"สามารถสั่งซื้อได้ที่

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ http://www.chulabook.com/description.asp?barcode=9786162350542

และร้านซีเอ็ด บุ๊คส์ http://goo.gl/ZiG7z



จำนวนผู้เข้าชม 4217 คน | จำนวนโหวต 1 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
5

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์