วิพากษ์ปรากฎการณ์ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ไทย โดย ทอม คอร์คอแรน

เขียนโดย suthasinee 01 | 10/09/2555 09:22:09

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


เมื่อการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยล้าหลังกว่ากว่านานาชาติถึง 2 ปี

               จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยทรัพยากรมนุษย์ทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่เราผลิตบุคลากรชั้นแนวหน้าได้เพียง 0.6% เท่านั้น หากเทียบกับเซี่ยงไฮ้ เกาหลีใต้ และฮ่องกง ซึ่งมีประชากรกลุ่มนี้ถึง 20%

               แม้ว่ามีเพียงไม่กี่คนที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการประยุกต์ความรู้เพื่อความอยู่รอดจากภัยพิบัติ”

              ทอม คอร์คอแรน ผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นักวิจัยและพัฒนาการสอนในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่มีประสบการณ์ศึกษาการจัดการสอนด้านวิทยาศาสตร์ในหลายๆประเทศ และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับครูสอนวิทยาศาสตร์ไทยเป็นระยะเวลากว่า 6 ปีเต็ม ได้สะท้อนถึง ปรากฎการณ์ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ไทย” โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษ “ยกระดับการสอนวิทยาศาสตร์”แก่ครูวิทยาศาสตร์ของไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน ณ สสค. อาคารไอบีเอ็ม กรุงเทพฯ

             ทอม เริ่มต้นสะท้อนถึงสถานการณ์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย โดยหยิบยกคะแนน PISA วิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในลำดับที่ 49 จากทั้งหมด 64 ประเทศ โดยคะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ 425 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานนานาชาติ (OECD) กว่า 100 คะแนน ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าการที่จะได้ 100 คะแนน ต้องใช้เวลาเรียนถึง 2 ปี ดังนั้นจึงถือว่าการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยล้าหลังกว่ากว่านานาชาติถึง 2 ปี โดยคะแนนเฉลี่ยของไทยในปี 2009 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยในปี 2006 เพียง 4 คะแนนเท่านั้น

            นอกจากนี้สังคมไทยยังมีหัวกะทิทางวิทยาศาสตร์อยู่น้อย ดังจะเห็นได้จากเด็กไทยที่ทำคะแนนได้ดี (เกรด 5-6) ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของการเข้าทำงานสายวิทยาศาสตร์มีเพียง 1.3% และ 0.6% ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ตามลำดับ หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของนานาชาติ(OECD) มีเด็กกลุ่มนี้จำนวน 10% ขณะที่เซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่น เกาหลี มีเด็กกลุ่มนี้สูงถึง 20% จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีเด็กที่ประสบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์น้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ไทยได้ลงทุนไปในระบบการศึกษา ซึ่งมากกว่าประเทศที่ทำคะแนนสูงกว่าไทย

               สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงนั่นคือ คะแนนทักษะการอ่านออกเขียนได้ของไทย จากผลคะแนน PISA ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์พบว่า อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยิ่งไปกว่านั้นค่าเฉลี่ยในโรงเรียนพื้นที่นอก กทม. ยังอยู่ในระดับ 0 โดยเฉพาะข้อสอบที่มีเนื้อหามากกว่า 1 ย่อหน้า จึงสันนิษฐานได้ว่า เด็กหลายคนมีปัญหาเรื่องการอ่าน ส่งผลต่อการทำคะแนนวิชาอื่น เพราะไม่สามารถอ่านโจทย์ให้เข้าใจได้ ดังนั้นจึงพยายามเสนอให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทศโนโลยี (สสวท.) ส่งเสริมให้ครูทีสอนวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสอนทักษะทางภาษและการอ่านให้เด็ก โดยเฉพาะการอ่านโจทย์แบบวิเคราะห์แต่ก็ยังทำได้ไม่สำเร็จ

               ทอม ยังย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมองว่า วิทยาศาสตร์ช่วยให้พลเมืองสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น รวมถึงประเทศชาติได้ในสถานการณ์อุทกภัย และสึนามิ ดังนั้นการลงทุนและพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะเชิงประยุกต์นั้นมีผลตอบแทนทางสังคมในระดับที่สูงกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจกัน

               อย่างไรก็ตามจากการที่ได้ลงคลุกคลีการสอนในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย ได้พบเห็น “ปรากฎการณ์ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ควรปรับปรุง มีประเด็นสำคัญดังนี้

               1. ครูต้องไม่สอนให้เด็กท่องจำเนื้อหาเป็นหลัก แต่เน้นความเข้าใจในเนื้อหาและสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ให้เด็ก

               2. เวลาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยเด็กไทยใช้เวลาเรียนวิทยาศาสตร์เพียง 150 นาที/สัปดาห์ ขณะที่นานาประเทศ(OECD)ใช้เวลาเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 250 นาที/สัปดาห์ เช่น การสอนเรื่องความหนาแน่นสัมพัทธ์ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องมวลและปริมาตร การสอนของไทยใช้เวลาเรียนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆใช้เวลาเรียนถึง 5 บทเรียน

               3. หลักสูตรวิทยาศาสตร์ของไทยพยายามใส่เนื้อหาและสาระวิชามากเกินไป จนทำให้เด็กไทยไม่มีโอกาสความเข้าใจเชิงลึกในเนื้อหา เช่นในฮ่องกง ซึ่งมีผลการสอบ TIMSS วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับสูง พบว่าเนื้อหาการสอนครอบคลุมหัวข้อการสอบของ TIMSS เพียง 60 % แต่สอนอย่างลงลึก ทำให้เด็กเข้าใจในแก่นแท้ของเนื้อหา ขณะที่อเมริกา ซึ่งมีการสอนอย่างอย่างครอบคลุมเนื้อหา 100% แต่มีผลคะแนนที่ต่ำกว่าฮ่องกง

                4. ครูขาดการสร้างแรงจูงใจแก่นักเรียน โดยพบว่า สภาพชั้นเรียนส่วนใหญ่ครูจะยืนบอกให้เด็กจดหน้าชั้นเรียน หรือเดินตามสูตรสำเร็จที่หนังสือให้ไว้ ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งการสร้างแรงจูงใจต่อการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนที่เดินเข้าห้องเรียนแล้วอยากที่จะเรียน แต่เป็นหน้าที่ของครูทุกคนที่จะสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากที่จะเรียน

                5. การสอบมุ่งใช้ความจำเป็นหลัก โดยวัดผลที่ข้อเท็จจริงของเนื้อหามากกว่าสาระสำคัญหลักของเรื่อง  ทำให้ครูก็ต้องสอนแบบนั้น เช่น ในจ.พังงา เมื่อนำเครื่องมือช่วยสอนให้แก่ครู พบว่า มีครูบางส่วนปฏิเสธเพราะเกรงว่าจะสอนเนื้อหาไม่ทัน ดัง

ปัญหาที่เกิดขึ้นมันโยงใยกันทั้งหมด ทั้งหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาหลายเรื่อง ชั่วโมงเรียนที่น้อย การสอบที่เน้นท่องจำเนื้อหา เหล่านี้คือเงื่อนไขที่ทำให้ครูต้องสอนแบบนี้ ไม่ใช่ครูไม่อยากเป็นครูสอนที่ดี แต่เกิดจากบริบทที่นำพาให้ครูต้องสอนเช่นนี้”

ปัจจุบันทอม ได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการปรับหลักสูตรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ใหม่ให้อยู่บนกรอบความคิดหลัก (Key Concepts) และออกแบบการสอนให้สอดคล้องกรอบความคิดหลักนั้น โดยมีมาตรฐานการสอนที่สอดคล้องกับสิ่งที่จะสอนในชั้นเรียนและการทดสอบเด็ก  พร้อมกับเสนอให้เพิ่มเวลาเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้นเป็น 250 นาที/สัปดาห์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และการพัฒนาสื่อการสอนที่ดี เช่น การให้โจทย์เพื่อนำสู่การตั้งคำถาม การติดตาม และการวิเคราะห์

               ทอม ยังได้เสนอถึงขั้นตอนช่วยปรับปรุงการเรียนวิทยาศาสตร์ ด้วยว่า การสอนไม่มีสูตรสำเร็จ สิ่งสำคัญคือให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การสอนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้เรียนให้มากที่สุด ครูบางคนอาจสอนในรูปแบบการบรรยายในชั้นเรียนได้ดี บางคนอาจสอนแบบฝึกทำกิจกรรมเพื่อคิดวิเคราะห์ หรือมอบหมายให้ทำโครงงาน ทั้งนี้ครูที่ดีจำเป็นต้องมีทักษะบูรณาการกระบวนการสอนที่หลากหลายเพื่อมุ่งสู่เข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และควรเปิดโอกาสให้ครูได้เลือกและพัฒนารูปแบบการสอนผ่านการบูรณาการเหล่านี้

              “ครูจึงจำเป็นต้องเข้าใจและมีทักษะในการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ของผู้เรียน เพื่อสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตลอดคาบเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตั้งโจทย์ประจำคาบเรียน ให้โอกาสผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนและตั้งคำถามจากประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียน และสรุปองค์ความรู้ในคาบเรียนเพื่อฝึกทักษะเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียน และทักษะการวิเคราะห์แลกเปลี่ยนกับผู้อื่น โดยครูควรให้ข้อเสนอแนะแก่เด็กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการสร้างพัฒนาการเรียนรู้แก่เด็ก”

              ทอม ยังกล่าวด้วยว่า การเขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยในการลำดับความคิด การนำเสนอเนื้อหา และการสรุปความรู้ที่ได้ ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการคิดและการอ่านที่ดี นอกจากนี้ควรมีการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้เด็กได้ทบทวนความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถแก้ปัญหาเด็กที่เรียนไม่ทันในบางเนื้อหา โดยครูไม่ควรกล่าวโทษเด็กที่ไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ควรให้คำแนะนำเชิงบวก  เพราะครูไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้เนื้อหาแก่เด็กอย่างเดียว ครูต้องมีหน้าที่ให้ความรู้ตามสภาพที่เด็กเป็น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของครูโดยสร้างสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจให้เด็กได้เรียนรู้อย่างดีที่สุด

               อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของกระทรวงศึกษาธิการมีผลต่อการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ทอม กล่าวว่า โครงการพัฒนาครูส่วนใหญ่ของกระทรวงฯมักดึงครูแกนนำจากโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมทางทรัพยากรอยู่แล้ว จึงควรดึงครูจากท้องถิ่นทุรกันดารทำให้กระทรวงได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง  , การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน จะพบว่าหลายโครงการมีเป้าหมายร่วมกัน แต่กลับไม่ประสานงานกัน , โครงการพัฒนาด้านการศึกษาจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง และการทำงานระยะยาว 10 ปี ขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะสั้นไม่ต่อเนื่อง , โครงการอบรมพัฒนาครูมักไม่ได้ผล เพราะอบรมเพียงไม่กี่ชั่วโมงและปล่อยให้ครูกลับไป จะไม่เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ

             นอกจากนี้ความต่อเนื่องของบุคลากรในสถานศึกษาและผู้อำนวยการมีส่วนสำคัญอย่างมาก การย้ายครูและผู้อำนวยการทำให้การพัฒนาสถานศึกษาและชั้นเรียนไม่มีความต่อเนื่อง,หลักสูตรวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มีความสำคัญที่ควรเพิ่มเติมเข้าไปในหลักสูตร เพราะเกี่ยวข้องและใกล้ตัวผู้เรียนส่วนใหญ่มากกว่าเนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้จะเข้าไปเรียนวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย แต่อาจเรียนต่อในระดับปวช. ปวส.

            “ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงศึกษาฯต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง เพราะบทเรียนจากสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้ปัญหาเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสะสมมานานกว่า 200 ปี จนสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในปัจจุบัน เช่น ระหว่างกลุ่มคนผิวดำ และคนผิวขาว สะท้อนออกมาในผลการสอบ PISA ที่คะแนนของคนอาฟริกันอเมริกันลดลงเรื่อยๆและทิ้งห่างจากคนผิวขาว  ซึ่งคาดว่าหากปล่อยไว้ปัญหาจะเรื้อรังจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมจากความรู้สึกต่ำต้อย ไม่เท่าเทียมกัน” ทอม กล่าว

 

..................................................................................................................................

รู้จัก ทอม คอร์คอแรน

  • ผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยทำงานวิจัยและพัฒนาการสอนในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2527 - ปัจจุบัน
  • ทำงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยทั้ง 7 แห่งของสหรัฐอเมริกา เพื่อนำสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ
  • ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาใน 7 ประเทศ : อินเดีย, จอร์แดน, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ปาเลสไตน์, โปแลนด์ และประเทศไทย
  • ทำงานเป็นหัวหน้าคณะทำงานโครงการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ หรือ Inquiry-Based Science and Technology Education Program หรือ MSD IN-STEP โดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เพื่อพัฒนาเครื่องมือ และหลักสูตรการสอนทางวิทยาศาสตร์ จึงมีประสบการณ์คลุกคลีกับการสอนทางวิทยาศาสตร์ของไทย เป็นเวลาถึง 6 ปีเต็ม

 

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย คลิ๊กที่นี่



จำนวนผู้เข้าชม 14379 คน | จำนวนโหวต 1 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
5

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์