ถ้าทำให้คนไทยรักการอ่านได้ก็จะปฏิรูปประเทศไทยได้

เขียนโดย voramon -- | 30/03/2555 10:09:36

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


เมื่อ “ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานของเด็กเยาวชนไทยทุกวันนี้ การถามต่อว่า “ทำอย่างไรถึงให้เด็กไทยจะรักการอ่าน?” จึงอาจเป็นหนึ่งในคำถามที่ยากจะหาคำตอบ…

รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตได้ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาทาเศรษฐกิจ สังคมที่ดีกว่าประเทศไทย เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ฯจะพบกว่า ประเทศไทยไม่เพียงมีอัตราการผลิตหนังสือต่อปีต่ำ สถิติการอ่านหนังสือต่อหัวประชากรก็ต่ำ ยิ่งเมื่อเทียบกับอัตราการทดสอบตามโครงการ PISA ที่จัดโดยกลุ่ม OECD ในการทดสอบภาษาแม่ของนักเรียนในแต่ละประเทศ ผลสัมฤทธิ์ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งที่มีอัตราการลงทุนทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกปี

โครงการหนังสือดี 100 เล่ม เพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่จะช่วยรณรงค์ให้เยาวชนไทยเกิดแรงกระตุ้นรักการอ่าน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ท่ามกลางกระแสวิกฤตการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งนอกจากจะมีรศ.วิทยากร เชียงกุลเป็นแกนนำแล้ว ยังมีอ.พรพิไล เลิศวิชา ผศ.จินดา จำเริญ อ.ปรีดา ปัญญาจันทร์ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ และผศ.รพินทร คงสมบูรณ์ เป็นมือคัดเลือกหนังสือเพื่อเด็กเยาวชนไทยในครั้งนี้ด้วย โดยจะมีการแถลงข่าว"รายชื่อหนังสือดี 100 ชื่อเรื่องสำหรับเด็กและเยาวชน" โดย สสค. และ Workshop" "ชวนน้องอ่าน ผ่านครูสอนดี" ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 17 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00-17.00 น. ณ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ห้องมีตติ้งรูม

รศ.วิทยากร เชียงกุล

 

สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณานั้น ได้แบ่งหนังสือสำหรับเด็กในวัยต่างๆ 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเด็กแรกเกิด 0-3 ปี 2.กลุ่มเด็กเล็กวัย 3-6 ปี 3.กลุ่มเด็กโตวัย 7-12 ปี และ 4.กลุ่มเด็กวัยรุ่นและเยาวชนวัย 13-18 ปี โดยหนังสือจะต้องเข้าองค์ประกอบหลัก 4 ประการดังนี้ 1.เป็นหนังสือเล่ม: ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแต่งหรือบันเทิงคดี ที่เขียนโดยนักเขียนไทยไม่จำกัดยุคสมัย 2.เพียบพร้อมด้วยวรรณศิลป์: มีศิลปะในการเขียนที่ดี มีความไพเราะ อ่านแล้วสนุก สะเทือนอารมณ์ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เข้าใจชีวิตและสังคมเพื่อช่วยในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมที่เหมาะสมในสังคมไทย 3.มีเนื้อหา ท่วงทำนอง ภาพประกอบที่ตอบสนองกลุ่มนักอ่านรุ่นเยาว์: ตัวละครมีความเชื่อมโยงกับผู้อ่าน ซึ่งจะทำให้เด็กเยาวชนสามารถซึมซับข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ง่าย และไม่เบื่อ และ 4.มีเนื้อหาที่ช่วยให้ผู้อ่านสนใจรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมไทย

“หนังสือดี 100 เล่มนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือดี และรูปแบบในการส่งเสริมอย่างไรให้เด็กไทยรักการอ่าน ซึ่งเราเน้นหนังสือที่อ่านสนุก เพื่อให้เด็กชอบ เพราะจากการสำรวจ บางครั้งผู้ใหญ่ชอบเลือกหนังสือแบบผู้ใหญ่ชอบให้เด็กอ่าน เช่น การสอดแทรกคุณธรรม ต้องทำให้แนบเนียน ไม่ใช่การสั่งสอนแบบจารีตนิยม ซึ่งทำให้ตัวละครไร้มิติ และน่าเบื่อ แต่เด็กชอบหนังสือที่อ่านแล้วให้ความหวัง มีทางออก แม้จะยังมีอุปสรรคและปัญหาหรือความขัดแย้งอยู่” รศ.วิทยากรกล่าว

.เกริก ยุ้นพันธ์

 

ขณะที่ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พูดถึงประเด็น “ความคิดสร้างสรรค์ จากการอ่านหนังสือ” ได้อย่างน่าสนใจว่า พื้นฐานจากความคิดสร้างสรรค์นั้นล้วนแล้วเกิดจากพื้นฐาน จากการอ่าน ผ่านการซึมซับแม้กระทั่งภาษา การนำเสนอ รูปเล่ม ยิ่งผ่านการอ่านมาก รู้มาก เห็นว่า ฟังมาก เข้าใจมาก เราจะได้องค์รวมของมันแล้วกลายเป็น “ความคิดสร้างสรรค์เชิงขยาย” ที่จะช่วยจุดประกายความกล้าในการสร้างสรรค์งานอื่นๆที่ไม่เคยทำ

“ผมแม้จะไม่ได้เรียนด้านวรรณกรรม เด็กโดยตรง แต่ด้วยความสนใจ เราลงทุน ดูหนังสือเด็ก ทุกชั้น ทุกเล่ม ไตร่ตรองด้วยการอ่าน ศึกษาค้นคว้าจนมั่นใจ จึงลงมือเขียน ต่อยอดไปเป็นการวาดรูป สะท้อนให้เห็นเลยว่า การอ่านทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดได้อย่างไร การอ่านทำให้ผมกล้าคิดนอกกรอบในการเรียนการสอนลูกศิษย์ ผมมั่นใจว่า สอนเด็กได้ความรู้ครบทุกกลุ่มสาระ ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจก็เพราะอ่านมาก ค้นคว้ามาก” รศ.เกริกเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี ก่อนสรุปว่า

สิ่งที่ได้ทั้งหมดเป็นประสบการณ์มวลรวม สามารถชี้นำและสามารถคัดกรอกเพื่อประมวลว่า หนังสือดีสำหรับเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งในทัศนะของรศ.เกริกนั้นได้บอกว่า “หนังสือเด็กที่ดี ทั้งเรื่องรูป เนื้อหา และปก ดูแล้วต้องสะดุดตา ขณะเดียวกัน เนื้อหาต้องผสมกลมกลืนดึงดูดให้เด็กอยากอ่าน ภาษาต้องเข้าใจง่าย และเมื่ออ่านแล้วมีเสียงไพเราะ ได้ครบตามหลักวรรณศิลป์”

.ปรีดา ปัญญาจันทร์

 

ด้าน อ.ปรีดา ปัญญาจันทร์ นักเขียน นักวาดหนังสือภาพสำหรับเด็ก ได้กระเทาะประเด็นสำคัญว่า “ทำอย่างไรเด็กไทยจึงรักการอ่าน” ให้เข้าใจง่ายว่าต้องมีองค์ประกอบเกื้อหนุน 3 ข้อ คือ 1.ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี:  โดยเฉพาะครูและพ่อแม่จะต้องเป็นผู้เริ่มสร้างให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ 2.ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการอ่าน: ต้องสกัดให้ออกว่า การอ่านสามารถสร้างชาติ สร้างเด็กเยาวชนได้อย่างไร ไม่ใช่อ่านเพียงเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะลึกๆการอ่านสร้างให้เกิดความสุข สุขที่รู้ และเอาความรู้ไปใช้แก้ปัญหา พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และ 3.การอ่านไม่ใช่การบังคับสั่งการ

“ประเด็นเด็กไทยอยู่ที่เด็กของเราอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงเหมือนการซื้อรถมอเตอร์ไซต์ไปให้เด็กที่ขับไม่เป็น ก็ไม่เกิดประโยชน์ ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กอ่านได้ อ่านแล้วรู้เรื่องมีความหมาย เขาก็จะรู้สึกถึงการมีตัวตน แล้วเขาก็จะค่อยๆสนใจ ฉะนั้นหากสังคมแห่งการเรียนรู้มีกระบวนการเกื้อหนุนครบ 3 ประการแล้วนั้น สิ่งที่เราอ่าน เราก็ไม่ต้องตกอกตกใจแล้วว่า การอ่านจะมาในรูปแบบไหน จะเป็น tablet ก็ได้ เพราะก็เป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้นในการเรียนรู้ ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยไม่ได้ล้าหลัง หรือปฏิเสธ ทุกอย่างที่มีประโยชน์ เพียงแต่ต้องฝึกเด็กให้มีวินัยในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้” อ.ปรีดาสรุปส่งท้าย

ติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/readingthailand/ 



จำนวนผู้เข้าชม 5083 คน | จำนวนโหวต 6 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
23

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์