เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 1 : การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ

เขียนโดย sugar s | 14/02/2555 16:34:15

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


เปิดโมเดลการศึกษาที่ตอบโจทย์การสร้างอาชีพ

“ผมไม่อยากให้เด็กจบ 4.00 แล้วทำอะไรไม่เป็นสักอย่างในเมื่อเขาจบแล้วไม่ได้ไปเรียนต่อ” ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย กล่าวในการเสวนาวิชาการเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสัมมาชีพ” จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี หนึ่งในโรงเรียนที่ถูกนำมาหยิบยกให้เป็นกรณีตัวอย่างการพัฒนาการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานที่เน้นให้นักเรียนสามารถพึ่งพิงตนเองได้ด้วยอาชีพที่ตนถนัด โดยประยุกต์การประกอบอาชีพจากทรัพยากรในท้องถิ่น

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี เล่าว่า  “เด็กๆ ในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวเขา การเดินทางมาเรียนก็ยากลำบากและสิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือเด็กเหล่านี้ไม่เรียนต่อ เพราะปัญหาความยากจน ผมและคุณครูในโรงเรียนจึงได้ช่วยกันออกแบบวิธีการเรียนการสอนที่จะทำให้เด็กๆ พึ่งพิงตนเองได้ จึงกลายมาเป็นหลักสูตรประยุกต์ในการฝึกสัมมาชีพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการหาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ในท้องถิ่น และต้องเชื่อมกับเครือข่ายและทรัพยากรจากภายนอก”

เช่นเดียวกับ โรงเรียนบ้านเมืองกี๊ด จ.เชียงใหม่ เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่ถูกบอกเล่าภายในงานด้วยความโดดเด่นด้านการประยุกต์การเรียนการสอนเพื่อสัมมาชีพที่ไม่ซ้ำใคร

นายณรงค์ อภัยใจ  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเมืองกื้ด แลกเปลี่ยนว่า  “เด็กในโรงเรียนมาจากหลากหลายชนเผ่าที่มีฐานะยากจน  ต้องใช้เวลาเดินทางมาเรียนอย่างยากลำบาก จึงคิดวิธีที่จะทำให้เด็กๆ ของเราสามารถมาเรียนหนังสือได้ และมีอาชีพที่พึ่งพิงตนเองได้ต่อไปในอนาคต เริ่มแรกผมวิเคราะห์เรื่องสภาพภูมิศาสตร์และศักยภาพของชุมชนในเรื่องการจักสาน นวดแผนไทย และวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็ง บวกกับชุมชนเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่มีรีสอร์ท ปางช้าง จึงใช้บริบทของชุมชนเป็นหลักในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ เด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จึงเรียนวิชาชีพควบคู่กับวิชาสามัญ อย่างการโรงแรม นวดแผนไทย จักสาน โดยมีเป้าหมายทำให้เด็กที่จบการศึกษามีคุณภาพชีวิตและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยทักษะของตัวเอง”

         จากกรณีตัวอย่างโรงเรียนสร้างอาชีพ ที่ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อนำสู่การแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียน และขยายผลความรู้จากกรณีตัวอย่างมาสังเคราะห์เป็นแนวทาง มาตรการ หรือข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์ “การเรียนรู้เพื่อชีวิตจริงในสังคม” โดยมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น ข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานด้านการศึกษา องค์กรภาคเอกชน มูลนิธิ และผู้แทนสื่อมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยน และสะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจ

         นางสุมน อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสสค. กล่าวว่า “การศึกษาและการสอนขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การเรียนการสอนในเรื่องสัมมาชีพนั้นสำคัญและจำเป็นยิ่งกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานของโรงเรียนต้นแบบทั้ง 2 แห่งนี้ประสบผลสำเร็จ คือ ผู้บริหารโรงเรียนที่หลุดพ้นจากความกลัวในระบบหลุมดำของการศึกษาของการต่อสู้โอเน็ตด้วยการวัดผลการศึกษาผ่านคะแนนของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่กล้าทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งโรงเรียนหลายแห่งควรเอาเป็นต้นแบบ”

         ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า “สิ่งจำเป็นที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งพัฒนารูปแบบของการเรียนการสอนวิชาคหกรรมให้เด็กในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ธุรกันดารเพื่อลดการออกกลางคันของเด็ก เราต้องสนับสนุนให้คนที่เรียนอาชีพมาสมัครบรรจุสอบเป็นครูให้ได้เพื่อที่จะได้มาช่วยกันสอนและพัฒนาเด็กเหล่านี้”

               ดร.เอนก เพิ่มเสนีย์วงศ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า “บทเรียนจากโรงเรียนสองแห่งคือกระบวนการคิดที่เข้มแข็งและการใช้ศักยภาพในสิ่งแวดล้อมที่เขามีอย่างเต็มที่ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเรียนรู้ประสบการณ์โดยใช้สิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีอยู่มาปรับใช้ และพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ”

              นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ตัวแทนจากมูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์ กล่าวว่า “ผมได้เห็นตัวอย่างของโรงเรียนทั้งสองแห่งคือ การได้ฝึกให้เด็กๆได้ใช้ทักษะชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กสามารถพึ่งพิงตนเองได้ ในขณะที่เด็กๆ ในเมืองของเราหลายคนถูกเลี้ยงด้วยไอโฟนแต่เด็กๆที่นั่นกลับถูกเลี้ยงดูด้วยการพึ่งพิงตนเองระบบแบบนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสนับสนุน”

                การสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในลักษณะนี้ไม่ได้อยู่ที่การศึกษาในระบบแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งระดับชาติจนถึงระดับชุมชนท้องถิ่น เพื่อเรียนจากประสบการณ์และทักษะการใช้ชีวิตของเด็กๆสู่ชีวิตจริงในสังคม

                 สอดคล้องกับคำกล่าวของศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่กล่าวในงานครั้งนี้ว่า “สิ่งสำคัญที่ทำให้การศึกษาและชีวิตหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันได้คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้สัมมาชีพ เพราะการเรียนรู้ในเรื่องของสัมมาชีพและการเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยสอนหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่ในตำรา และจะช่วยลดปัญหาการว่างงานที่จะเกิดขึ้นในบ้านเรา ขณะนี้ที่ประเทศอเมริกาเผชิญปัญหาว่างงานมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาสนับสนุนให้คนในประเทศเขาเรียนเอาความรู้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้เน้นในเรื่องของการพัฒนาอาชีพ แต่ในขณะที่ประเทศเยอรมันกลับไม่มีสถิติเรื่องการว่างงานเลยเพราะที่นั่นเขาเน้นการเรียนการสอนในเรื่องของอาชีวะ การศึกษาไทยจึงควรเน้นอาชีวะด้วย”

 

สามารถดูคลิปการประชุมเสวนาการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 1 คลิกที่นี่



จำนวนผู้เข้าชม 4702 คน | จำนวนโหวต 4 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์