จีนเป็นผู้นำด้านการศึกษาได้อย่างไร ?

เขียนโดย ทดสอบ | 10/02/2555 14:36:33

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


จีนเป็นผู้นำด้านการศึกษาได้อย่างไร?

โดย โยจานา ชาร์มา

เฮนรี่ เชา ลิลี่ เยว และอะมีเลีย เปียน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่ลอนดอน เล่าเรื่องวัฒนธรรมการเรียนในประเทศจีน

คุณภาพด้านการศึกษาของประเทศจีนหรืออย่างน้อยในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงนั้นดูจะโดดเด่นเหมือนเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของประเทศนี้ กล่าวคือ มีคุณภาพดีกว่าในประเทศที่มีความก้าวหน้ามากกว่าหลายประเทศแต่เป็นเพราะเหตุใดเล่า

ผลการทดสอบ PISA วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ที่เรียกว่าโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ[Programme for International Student Assessment (Pisa)]ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา[Organisation for Economic Co-operation and Development(OECD)]สร้างความประหลาดใจเมื่อได้รับการเผยแพร่

เมืองเซี่ยงไฮ้ที่เข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรกได้อันดับสูงสุดทั้งสามวิชา

ในขณะเดียวกัน ฮ่องกงซึ่งทำคะแนนได้ดีในช่วงทศวรรษสุดท้ายภายใต้การปกครองของอังกฤษมีผลการทดสอบเปลี่ยนไปจากดีกลายเป็นดีเยี่ยม ในการจัดอันดับความสามารถทางการศึกษาทั่วโลกนี้ ฮ่องกงได้ที่สี่เรื่องการอ่าน ที่สองในวิชาคณิตศาสตร์ และที่สามสำหรับวิชาวิทยาศาสตร์

ไม่มีการจัดอันดับภายในประเทศจีนแต่เมืองใหญ่ทั้งสองเมืองของประเทศนี้ทำได้ดีกว่าระบบการศึกษาชั้นนำทั่วโลก

ผลการทดสอบที่ปักกิ่งซึ่งยังไม่ได้ประกาศนั้นไม่ยอดเยี่ยมเท่า “แต่ก็ได้คะแนนสูง” แอนเดรียส์ ชไลเชอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนสถิติและตัวชี้วัดทางการศึกษาของ OECD กล่าว

เฉิง ไข่-หมิง ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดสอบที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้อย่างใกล้ชิด คิดว่าผลการทดสอบที่ได้นั้นเกิดจาก “การอุทิศให้กับการศึกษาแบบที่ประเทศอื่น ๆ บางประเทศไม่ได้ทำกัน”

การสอบที่มีการแข่งขัน

นักเรียนระดับมัธยมปลายมากกว่าร้อยละ 80 กวดวิชาหลังเลิกเรียน นอกจากนี้ อาจใช้เวลาทำการบ้านอีกวันละสามถึงสี่ชั่วโมงโดยมีผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด

โรงเรียนดีอย่างไร

ธนาคารโลกได้ศึกษาลักษณะเด่นของระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ

แฮรี่ พาทริโนส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของธนาคารโลก กล่าวว่า โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมีการพัฒนาคุณภาพของครูและทำให้ครูได้รับความเคารพอย่างสูง เผยแพร่ข้อมูลเพื่อทำให้โรงเรียนรู้จักรับผิดชอบ และให้อิสระแก่โรงเรียนและครูใหญ่

การให้เงินแก่โรงเรียนไม่ได้ทำให้เกิดผลดีขึ้นเสมอไป

เขากล่าวว่า สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะกับเด็กนักเรียนแต่ละคนเท่านั้นแต่ยังสำคัญกับสวัสดิภาพของประเทศด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะการพัฒนาการศึกษามีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ประเทศที่มีระบบโรงเรียนซึ่งประสบความสำเร็จยังรวมถึงฟินแลนด์และเกาหลีใต้ด้วย

ความพากเพียรนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมีการแข่งขันอย่างมากด้วย

ศาสตราจารย์เฉิงยืนยันว่า “พ่อแม่ชาวจีนไม่ได้เข้มงวดไปทุกคน แต่ที่แน่ ๆ คือพวกเขาอุทิศตนให้กับการศึกษาของลูก”

เมืองใหญ่ทั้งสองเมืองที่มีลักษณะเปิดและสนใจโลกภายนอกนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างแน่นอน ทั้งสองเมืองยินดีจะนำวิธีการให้การศึกษาที่ดีที่สุดจากรอบโลกไปใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ งบเพื่อการศึกษาของฮ่องกงมีจำนวนเท่ากับหนึ่งในห้าของงบประมาณประจำปีทั้งหมดของรัฐบาล

ศาสตราจารย์เฉิงกล่าวว่า “เซี่ยงไฮ้และฮ่องกงมีระบบการศึกษาขนาดเล็ก กล่าวคือมีลักษณะคล้ายเป็นนครรัฐที่มีความคิด กำลังคน และทรัพยากรเพื่อการศึกษารวมกันอยู่อย่างมาก”

เขากล่าวว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้นในเมืองทั้งสองแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนอื่นของประเทศจีน แม้แต่ในปักกิ่งก็ตาม

ด้วยหลักการ “เมืองชั้นหนึ่ง การศึกษาชั้นหนึ่ง” เซี่ยงไฮ้เริ่มจัดหาอุปกรณ์ใหม่ให้ห้องเรียน พัฒนาโรงเรียน และปรับปรุงหลักสูตรทั้งหมดอย่างเป็นระบบในช่วงทศวรรษที่แล้ว

เมืองนี้ยกเลิกระบบ“โรงเรียนสำคัญ”ที่เคยให้ทรัพยากรแก่เด็กที่มีผลการเรียนดีเลิศและโรงเรียนชั้นนำเท่านั้น เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมให้ใช้วิธีการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นและมีการใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนการสอน

โรงเรียนที่อวดได้

           ในขณะนี้โรงเรียนของเมืองเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ นักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนในเซี่ยงไฮ้ประมาณร้อยละ 80 ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในขณะที่อัตราส่วนนี้ของทั้งประเทศจีนอยู่ที่ร้อยละ 24 โดยเฉลี่ย ประเทศจีนเปลี่ยนไป รูปปั้นนักรบดินเผากลายเป็นนักเทนนิสที่เซี่ยงไฮ้

           ในขณะเดียวกัน ฮ่องกงซึ่งเปี่ยมด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์นั้นจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการศึกษาเพราะอุตสาหกรรมต่าง ๆ ย้ายไปอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าในช่วงทศวรรษที่ 1990 การที่จะเอาตัวรอดด้วยการเป็นศูนย์กลางการบริการและการจัดการของประเทศจีนให้ได้นั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนาความรู้และทักษะ

รายงานฉบับหนึ่งของที่ปรึกษาด้านการจัดการของบริษัทแมคคินซีย์ระบุว่า ในทศวรรษที่แล้วฮ่องกงตั้งใจพัฒนามาตรฐานและปิดช่องว่างแห่งความแตกต่างหรือ“ยกระดับ”การศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน

รายงานชื่อ“ระบบโรงเรียนซึ่งพัฒนามากที่สุดของโลกยังคงพัฒนาให้ดีขึ้นเสมอได้อย่างไร”จัดอันดับให้ระบบการศึกษาของฮ่องกงเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของโลก

แต่โรงเรียนที่ฮ่องกงกำลังทำการปฏิรูปใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือยกเลิกการเรียนชั้นสุดท้ายของระดับมัธยมศึกษาและจัดให้การศึกษาระดับอุดมศึกษากินเวลาสี่ปีแทนตั้งแต่ปี 2555 เพื่อให้เหมือนกับระบบการศึกษาของประเทศจีน

การยกเลิกระบบเก่าของอังกฤษเป็นการเสี่ยงและไม่มีใครรู้ว่าผลของคุณภาพการศึกษาจะเป็นอย่างไร

 

ครูชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงเชื่อว่าได้วางรากฐานไว้อย่างมั่นคงแข็งแรงแล้ว

“ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 เราทำให้(ครู)ทุกคนจบปริญญาตรี ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จอย่างสูงความเชี่ยวชาญในวิชาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียนมัธยม” แคทเธอรีน เคเค ชาน รองเลขานุการฝ่ายการศึกษาของรัฐบาลฮ่องกง กล่าว

เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ฮ่องกงรับครูจากผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีผลการเรียนดีที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30 ของบัณฑิตทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม OECD รายงานว่าสหรัฐฯรับครูจากบัณฑิตหนึ่งในสามที่มีผลการเรียนต่ำที่สุด

เซี่ยงไฮ้รับครูแบบกว้างกว่า แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่คัดเลือกแล้ว

เซี่ยงไฮ้ควบคุมคนที่อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองด้วยระบบโหวโข่วหรือระบบอยู่อาศัยแบบถาวรที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดีของประเทศจีน ระบบนี้ให้สิทธิพำนัก ทำงาน และศึกษาในโรงเรียนแก่คนที่เก่งที่สุดและฉลาดที่สุดเท่านั้น

“เซี่ยงไฮ้ได้รวบรวมคนเก่งระดับหัวกะทิของหัวกะทิในประเทศจีนมานานกว่า 50 ปีแล้ว นี่ทำให้ได้เปรียบอย่างเหลือเชื่อ” รุธ เฮโอ กล่าว เขาเป็นอดีตประธานสถาบันการศึกษาแห่งฮ่องกงและในปัจจุบันทำงานที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต

 

เด็กอพยพ

นายชไลเชอร์แห่ง OECD เชื่อว่าการฝึกอบรมครูมีส่วนทำให้เซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จ ครูเก่งคอยสอนครูของโรงเรียนที่คุณภาพด้อยกว่าเพื่อยกระดับมาตรฐานโดยทั่วไป

โรงเรียนที่ดีทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า ร้านแอปเปิ้ลแห่งใหม่เปิดเมื่อเดือนที่แล้วที่เซี่ยงไฮ้

“เซี่ยงไฮ้น่าสนใจตรงที่นักเรียนมีความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจมาก แต่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการทดสอบ Pisa” นายชไลเชอร์กล่าว

“บางคนถึงกับแนะนำไม่ให้เรารวมคนอพยพที่มีจำนวนมากในเซี่ยงไฮ้เข้าไว้ ประชาชนเหล่านี้ประมาณร้อยละ 5.1 อพยพมาจากชนบท ลูก ๆ ของพวกเขาถูกรวมเข้าไว้ด้วยอย่างแน่นอน” เขากล่าว

ปีที่แล้วเซี่ยงไฮ้อ้างว่าเป็นเมืองแรกของประเทศจีนที่ให้การศึกษาในโรงเรียนแก่เด็กอพยพทุกคน ปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนประถมของรัฐมีเด็กอพยพมากกว่าเด็กที่เกิดในเซี่ยงไฮ้ โดยมีอัตราส่วนร้อยละ 54 ของเด็กที่โรงเรียนรับเข้าเรียน

ศาสตราจ

เซี่ยงไฮ้

  • เซี่ยงไฮ้ได้อันดับหนึ่งในวิชาการอ่าน วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ในการจัดอันดับโรงเรียนทั่วโลกของ OECD
  • ประชาชน 21 ล้านคนของเมืองนี้ถือเป็นร้อยละ 1 ของประชากรจีนและสร้างรายได้ร้อยละ 12.5 ของรายได้รวมทั้งประเทศ
  • วัยรุ่นร้อยละ 84 ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
  • เด็กนักเรียนร้อยละ 80 มีครูกวดวิชาหลังชั่วโมงเรียนปกติ
  • ในปัจจุบันมีชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้มากกว่า 200,000 คน และชาวต่างชาติจำนวนมากมาจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้

 

เรียบเรียงจาก How China is winning the school race By Yojana Sharma



จำนวนผู้เข้าชม 10453 คน | จำนวนโหวต 2 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
6

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์