“เปลี่ยน 50 สตางค์สุดท้าย เป็น 5 บาทแรก” ปาฐกถา “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” โอกาสพลิกความเสมอภาคทางการศึกษา

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 22/03/2561 16:39:17

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


          เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  ประธานอนุกรรมการกองทุนและกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวเปิดงานประชุมงานรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความ เสมอภาคทางการศึกษา ที่คณะคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้กล่าวถึงที่มา ความสำคัญ ความคืบหน้า รวมทั้งเป้าหมายและกรอบการดำเนินงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และ ความเสมอภาคทางการศึกษา

          ในการปฏิรูปประเทศเรื่องที่มีความสำคัญและท้าทายมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ “การปฏิรูปการศึกษา” ดังที่ท่าน ดร.มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยกล่าวไว้ในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญว่า “..การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ  ปัญหาในสังคมไทยมีผลสืบเนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบัน..”

          ความสำคัญของเรื่องนี้ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นเพียง 1 ใน 2 เรื่องที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยตามรัฐธรรมนูญ ม. 261 กำหนดให้มี “คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา”(กอปศ.) และม. 54 กำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู” ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา

          “ความเสมอภาคทางการศึกษา” ซึ่งเป็นชื่อที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เลือกใช้เป็นชื่อของกองทุนนี้  เพราะต้องการที่สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษา เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะเป็นปัจจัยรากฐานที่สำคัญจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อม ล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศในปัจจุบัน

          เมื่อไม่นานมานี้ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เขียนบทความไว้อย่างน่าสนใจ ความตอนหนึ่งว่า “รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการกล่าวถึงมาตรการในการช่วยเหลือผู้ ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ.. ถ้าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ อยู่หมัดได้ในระยะยาว ก็ต้องใช้การเข้าถึงการศึกษา กองทุนช่วยเหลือคนยากจนนี้จึงมีความสำคัญมาก”

          ที่ผ่านมาเราพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายโอกาส แต่เป็นการเน้นผลที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปลายเหตุ ขณะที่การทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาขึ้น จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้นเหตุ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบัน

          ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการกองทุนและฝ่ายเลขาฯเกือบ 20 คน ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ผลการวิจัย ตลอดจนปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีประสบการณ์ตรง รวมทั้งลงพื้นที่รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน ทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งมีข้อเท็จจริง 3 ประการ

         หนึ่ง ปัจจุบันแม้มีการใช้งบประมาณด้านการศึกษาแต่ละปี สูงถึง 5 แสนล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 20 ของงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังพบเห็นได้ในแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย และที่น่าเป็นห่วง คือบางพื้นที่ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มแย่ลง

          สอง ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กเยาวชนที่ไม่อยู่หรือหลุดจากออกจากระบบการศึกษาขั้น พื้นฐานมากกว่า 670,000 คน หรือราว 5% ของเด็กในวัยเรียนจากการลงพื้นที่พบว่าเด็กจำนวนมากเข้าเรียนช้า เพราะผู้ปกครองต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาและกำลังทรัพย์ บางคนแม้อายุถึงเกณฑ์ต้องเข้าเรียน ก็ยังไม่ไปแจ้งเกิดเสียด้วยซ้ำ เด็กจำนวนอีกไม่น้อยขาดเรียนบ่อย เพราะไม่มีค่ารถ หรือไม่มีเครื่องแบบจะใส่ไปโรงเรียน อีกหลายคนแม้มีศักยภาพและมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อ แต่ก็ต้องออกจากระบบ เพราะครอบครัวไม่มีกำลังที่จะสนับสนุน ตัวอย่างเหล่านี้ ถือเป็น “การเสียโอกาสชีวิต” ที่น่าเสียดายองค์การยูเนสโก ประเมินว่าการที่เด็กไทยที่มีศักยภาพ แต่ต้องหลุดออกจากระบบ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.7 ของ GDP คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

          สาม ประเทศไทยมีนักเรียนยากจนมากกว่า 2 ล้านคน ที่ครอบครัวมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท หรือวันละ 100 บาทเท่านั้น แต่การจัดสรรงบประมาณสำหรับเด็กกลุ่มนี้มีเพียงปีละ 3,000 ล้านบาท ถ้าคิดเป็นวันอยู่ที่ 5-15 บาท หรือ เพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด และงบส่วนนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แม้งบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ข้อ เท็จจริงข้อนี้ เป็นที่มาที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปรียบเทียบว่า “เด็กด้อยโอกาสที่ขาดแคลน ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 50 สตางค์สุดท้าย”

 

ที่มาภาพ : ทีดีอาร์ไอ

 

เป้าหมาย และ แนวทางการดำเนินการของกองทุน

          คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดกรอบและแนวทางการดำเนินงาน โดยหวังว่ากองทุนนี้จะช่วยให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาขึ้นในสังคมไทย ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาและการพัฒนาโดยปราศจากความ เหลื่อมล้ำตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ

          กลุ่มเป้าหมายเบื้องต้นของกองทุนแบ่งเป็น 7 กลุ่ม ครอบคลุมเด็กปฐมวัยในครอบครัวยากจน เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกระบบการศึกษา นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสในระบบการศึกษา เยาวชนและประชาชนที่ยากจนและต้องการการพัฒนาศักยภาพ ครูและสถานศึกษาผู้ดูแลเด็กเยาวชนในกลุ่มเป้าหมายของกองทุน จำนวนประมาณ 4.3 ล้านคน ซึ่งหวังว่า ถ้าการดำเนินงานเป็นไปตามที่คาด ในการช่วยให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สามารถยืนบนขาตัวเอง ตัวเลข 4.3 ล้านคนนี้จะทยอยลดลงตามลำดับ และหมายถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่จะดีขึ้น

          ทั้งนี้ การดำเนินการของกองทุนจะคำนึงถึงหลักการที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้

          (1)  ความคุ้มค่า แก้ไขปัญหาที่ต้นทาง กองทุนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาในระยะต่อไปของชีวิต ซึ่งงานวิจัยจำนวนมาก อาทิงานของ Professor James Heckman นักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษาที่ได้รับ Nobel Prize ชี้ว่างบประมาณที่ใช้สำหรับการศึกษาในระดับปฐมวัยโดยเปรียบเทียบไม่มาก แต่จะเกิดประโยชน์และให้ตอบแทนสูงและคุ้มค่า  โดยกองทุนจะสนับสนุนเงินอุดหนุนแก่เด็กปฐมวัยให้มากขึ้น เฉลี่ยประมาณวันละ 25-50 บาท/คน ตามระดับความยากจน

          (2)  จัดลำดับความสำคัญและมุ่งประสิทธิภาพ ด้วยกลุ่มเป้าหมายของกองทุนในปัจจุบันได้รับงบประมาณช่วยเหลือเฉลี่ยเพียง ร้อยละ 0.5 ของงบการการศึกษารวม ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ใช้ชีวิตและเข้าสู่ระบบ การศึกษาอย่างเป็นปกติได้ คณะกรรมการฯ เสนอให้จัดสรรงบประมาณราว 25,000 ล้านบาทต่อปี หรือร้อยละ 5 ของงบประมาณการศึกษาในแต่ละปี โดยขอให้ความสำคัญเด็กกลุ่มนี้ก่อน ซึ่ง motto ที่คณะกรรมฯ มักจะใช้ คือ

“ขอเปลี่ยน 50 สตางค์สุดท้าย เป็น 5 บาทแรก”

          อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ไม่ได้มีเจตนาที่จะของบประมาณเพิ่มเติมในภาพรวม เพราะตระหนักดีว่างบประมาณด้านการศึกษาในปัจจุบันถือว่าสูงแล้ว เมื่อเปรียบกับมาตรฐานนานาชาติ กล่าวง่ายๆ คือ ถ้างบประมาณด้านการศึกษาในปัจจุบัน คือ 100 บาท

“ขอ 5 บาทแรกจาก 100 บาทเดิม ไม่ได้ขอเพิ่มเป็น 105 บาท”

          แนวทางของกองทุนจะเน้นการใช้งบประมาณให้ตรงจุดและการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าสำเร็จและได้รับการสนับสนุน “กองทุนจะเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม” แก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสจำนวนหลายล้านคน

          (3) ดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีการกำกับดูแลที่รอบคอบ โดยจะใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริง (Evidence-based) นวัตกรรมใหม่ๆ (Innovative Financing) และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) มาช่วยในการกำหนดเป้าหมาย คัดกรองเด็กยากจน และติดตามพัฒนาการนักเรียนรายบุคคลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  รวมทั้งนำเทคโนโลยีด้านระบบการชำระเงินที่ก้าวหน้า เช่น การจ่ายสวัสดิการของภาครัฐโดยตรงแก่ผู้รับมาใช้ เพื่อป้องกันการทุจริตและลดความรั่วไหลของงบประมาณ นอกจากนี้ กองทุนจะรายงานและเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานให้แก่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และประชาชนเป็นประจำทุกปีอย่างโปร่งใส

          (4) ร่วมกับมือกับภาคีทุกภาคส่วนอย่างมีบูรณาการ การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและมีความแตกต่างหลายหลายทั้งในมิติของกลุ่มคนและ เชิงพื้นที่ กองทุนจำเป็นต้องทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น โดยต้องมีการประสานงาน เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความซ้ำซ้อน มีการบูรณาการทรัพยากรและข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

          นอกจากหลักการ 4 ประการนี้ การดำเนินการของกองทุนยากที่จะประสบความสำเร็จ หากไม่ได้รับการสนับสนุนในด้านทรัพยากร รวมทั้งความเป็นอิสระในการบริหารจัดการที่จะช่วยให้การดำเนินการเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพ  หากปราศจาก 2 สิ่งนี้แล้วกองทุนใหม่นี้ก็อาจจะเป็นเพียง “กลไกแบบเดิมๆที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ที่จะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากที่เคยเป็นมา”

          ก่อนจะจบ ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ว่า การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอ ภาคทางการศึกษา ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะประกันได้ว่า การปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องยากและซับซ้อน จะประสบความสำเร็จได้ในเร็ววัน การปฏิรูปแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานจำเป็นต้องใช้เวลา และความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือและความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้อง

          การจัดตั้งกองทุนนี้เป็นความตั้งใจของคณะกรรมการอิสระเพื่อการ ปฏิรูปการศึกษาที่จะปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้น เป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ อย่างเป็น “ปกติและเท่าเทียม” เพราะเชื่อว่าการอยู่ใน status quo ที่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างปัจจุบัน ย่อมไม่ใช่ทางเลือกของประเทศไทย

ผมนึกถึงที่ Albert Einstein เคยพูดไว้ว่า

“ We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them” 
“เราไม่สามารถใช้วิธีคิดและการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ โดยหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป”

“ผมหวังว่าการประชุมในวันนี้จะช่วยให้เกิดเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดตั้งและการดำเนินงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา”

 

คลิกเพื่อชมรายการคิดยกกำลังสอง: เปลี่ยน 50 สตางค์สุดท้าย...เป็น 5 บาทแรก

.

 

ที่มา : ภาพ / ข้อมูล  www.thaipublica.org

 



จำนวนผู้เข้าชม 425 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์