ถอดรหัสผล “PISA 2015” พบเด็ก “ด้อยโอกาส-ยากจนไทย” มีคะแนนสูงระดับโลก สสค.ชี้ยุทธศาสตร์สู่ประเทศไทย 4.0 ต้องปลดล็อกศักยภาพคนกลุ่ม “Bottom 40%”

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 28/06/2560 14:19:14

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


     สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ ธนาคารโลก (World Bank) จัดแถลงข่าว “ถอดรหัสผล PISA 2015 เด็กด้อยโอกาส-ยากจน ความหวังที่คาดไม่ถึง สู่เป้าหมาย Thailand 4.0” หลังพบเด็ก “ด้อยโอกาส-ยากจนไทย” ส่วนหนึ่งมีคะแนนสูงระดับโลก แต่ยังขาดแรงหนุนจากภาครัฐ เสี่ยงสูญเสียคนเก่งระดับหัวกะทิของประเทศกว่า 3 หมื่นคนไปสู่ตลาดแรงงานไร้คุณภาพ  สสค.ชี้ยุทธศาสตร์สู่ประเทศไทย 4.0  ต้องปลดล็อกศักยภาพคนกลุ่ม “Bottom 40%”

     ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค  นักวิจัยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงงานวิจัยและข้อค้นพบใหม่จากผลการสอบ PISA (Program for International Student Assessment) ในปี 2015 ว่า OECD  วิเคราะห์ถึงกลุ่ม Resilient Student หรือนักเรียนที่มีระดับเศรษฐฐานะต่ำสุด 25% ของแต่ละประเทศ แต่สามารถทำคะแนนสอบได้เป็นกลุ่มสูงที่สุด 25% ของโลก  เป็นเด็กที่สามารถเอาชนะอุปสรรคในชีวิตได้ หรือเรียกว่าเด็กกลุ่ม “ช้างเผือก”  โดยประเทศไทยมีเด็กกลุ่มช้างเผือกหรือ “Resilient Student” จำนวนราว 3.33%  แต่องค์การ OECD ผู้จัดสอบ PISA2015 ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าหากเยาวชนกลุ่มที่ยากจนที่สุด 25% นี้มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมเทียบเท่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของนักเรียนที่เข้าสอบจากทั่วโลกแล้วจะทำให้ประเทศมีจำนวนเด็กกลุ่มช้างเผือกหรือ “Resilient Student” เพิ่มขึ้นเป็น 30,300 คนหรือ 18.4%    โดยนักเรียนกลุ่มนี้มีภูมิลำเนาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองขนาดปานกลางถึงเล็ก   และมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่บิดามารดาได้รับการศึกษาเฉลี่ย 6 ปี    

     ดร.ภูมิศรัณย์  กล่าวว่า ผลประเมินเชิงลึกของ OECD ยังพบว่า เด็กกลุ่มช้างเผือกมีทักษะ "การคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์" (Scientific Thinking) ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในยุค 4.0  มากกว่านักเรียนที่อยู่ในกลุ่มฐานะเศรษฐกิจสังคมเดียวกัน ถึง 3 ปีครึ่ง  มากกว่านักเรียนกลุ่มเฉลี่ยของประเทศถึงเกือบ 3 ปี และสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่มีระดับเศรษฐฐานะสูงสุด ร้อยละ 25% ของประเทศหรือกลุ่มยูนิคอร์นมากกว่า 1 ปีการศึกษา    

     อย่างไรก็ตามเมื่อนำข้อมูลนี้มาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจนแต่พบว่ามี “เด็กช้างเผือก” สูงถึง 75.5% หรือประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาระดับสูงอย่างสิงค์โปรและญี่ปุ่นที่มีจำนวนเด็กกลุ่มนี้เท่ากันคือ 49 %  ส่วนสหรัฐอเมริกามี 31%  โดยประเทศที่มีเด็กกลุ่มช้างเผือกมาก ย่อมสะท้อนว่าคุณภาพของระบบการศึกษาในประเทศนั้นดีมาก เพราะแม้กระทั่งเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสก็ยังสามารถทำคะแนนได้ดีในระดับ Top 25 % สูงสุดของโลกได้ สำหรับประเทศไทยนั้นมีเด็กกลุ่มช้างเผือก 18.4% จัดว่าอยู่ในกลุ่มกลางๆโดยลดลงจากปี2006 ที่มีเด็กกลุ่มนี้ 23.6%

     “หัวใจสำคัญของการค้นพบนี้อยู่ที่ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ เด็กช้างเผือกสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องฐานะและโอกาสทางการศึกษา มาเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนสอบPISAสูงในระดับโลกได้  OECD พบว่า เด็กกลุ่มนี้มีแรงบันดาลใจ  มีความสนใจและมีความสุขในการเรียนวิทยาศาสตร์มากกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ มีการใช้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มที่มากกว่าจะไปเรียนพิเศษ สำคัญที่สุดคือบทบาทของครู ที่มีกระบวนทัศน์แบบพระแสวง  หรือ Growth Mindset มีการสอนแบบให้เด็กมีส่วนร่วม มีการให้ Feedback แก่เด็กเพื่อพัฒนา สอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม สอนตามความต้องการของเด็ก มีการประยุกต์เนื้อหาหรือหัวข้อให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ ฯลฯ 

     ดร.ภูมิศรัณย์ ชี้ว่า แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากการศึกษาในครั้งนี้ก็คือ เด็กจำนวน 30,300 คนนี้กลับมีความคาดหวังกับอาชีพของตัวเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพียงร้อยละ 63 ซึ่งสวนทางกับศักยภาพ อันเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งสภาพเศรษฐฐานะที่ยากจน ทัศนคติของครอบครัวผู้ปกครองที่ขาดความรู้และความเข้าใจในศักยภาพของลูกหลาน  ขาดแคลนแรงบันดาลใจ ต้นแบบในด้านอาชีพ การแนะแนวให้เห็นทางเลือกอาชีพ  ทำให้พวกเขาไม่ได้มีโอกาสศึกษาต่อ หรือไม่ได้ศึกษาต่อในสาขาอาชีพที่มีความถนัดและต้องการบางส่วนจบ ม.3 ก็ออกสู่ตลาดแรงงานกลายเป็นผู้ใช้แรงงานด้อยทักษะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับสังคมไทยที่ต้องสูญเสียคนเก่งที่มีศักยภาพไป 

     ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่าค่าคะแนน PISA ของเด็กที่เพิ่มขึ้นมา 100 คะแนน จะส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงขึ้นถึงร้อยละ 1.8 ต่อปี   แต่ตลอด 15 ปีประเทศไทยมีระดับคะแนนอยู่ที่ 400 คะแนนมาตลอด ส่งผลให้นักเรียนไทยมีทักษะต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD ประมาณ 2.5 ปีการศึกษา และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิค เกือบ 3 ปีการศึกษา  มีเด็กไทยเกินครึ่งที่มีทักษะต่ำกว่าระดับพื้นฐานถึงแม้จะเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษามาเกือบ 9 ปีแล้วก็ตาม ขณะที่เด็กไทยที่อยู่ในกลุ่มมาตรฐานสูงของ PISA เพียงร้อยละ 1     

     “วันนี้รัฐบาลต้องการไปสู่ยุค 4.0 แต่มีสัดส่วนแรงงานทักษะสูงเพียง 1,000 คนต่อ 1 ล้านคน จากการศึกษาพบว่าประเทศที่ร่ำรวยและเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะต้องมีแรงงานทักษะสูง จำนวน 7,000-8,000 คนต่อ 1 ล้านคน  ซึ่งข้อมูลจาก 68 ประเทศจะพบว่าไม่มีประเทศไหนเลยที่มีคนระดับหัวกะทิแค่เพียงร้อยละ 1 แล้วจะสามารถพัฒนาคนในด้านวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาได้    โดยประเทศอื่นๆ เช่นเกาหลี เวียดนาม และสิงค์โปร มีเด็กในกลุ่มนี้มากกว่าประเทศไทย  ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น จากข้อมูลตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นต่อเนื่องนั้นไม่มีประเทศไหนที่ไม่ลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องลงทุนทั้งเรื่องของการการศึกษา การวิจัยและพัฒนามนุษย์ควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อแรงงานไทยจะมีทักษะและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม สามารถทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ได้้” ดร.ดิลกะ ระบุ 

     ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการด้านวิจัยและนโยบาย สสค. กล่าวว่า  เด็กที่มีปัญหาด้านการศึกษาของไทยส่วนใหญ่มักจะมาจากกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดร้อยละ 40 ของประเทศ  หรือ Bottom 40%   หากภาครัฐสามารถค้นพบและพัฒนาเด็กกลุ่มช้างเผือกและส่งเสริมปัจจัยบวกทางการเรียนรู้ให้กับเด็กกลุ่มยากจนคนอื่นๆ ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุดหนุนทุนการศึกษา  และการแนะแนวให้เห็นช่องทางโอกาสทางการศึกษาและอาชีพก็จะช่วยลดจำนวนเด็กกลุ่มผลการเรียนอ่อนหรือมีทักษะด้อยมาตรฐานลง นับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย    ทำให้ประเทศไทยมีแรงงานทักษะสูงที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นปัญหาของตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน

    “คนในกลุ่ม Bottom 40% ที่มีจำนวนมากกว่า 28 ล้านคน   ประกอบด้วยกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ ผู้มีรายได้น้อยกว่าวันละ 200 บาท เด็กด้อยโอกาสในระบบการศึกษาและเด็กนอกระบบ การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้นั้น เราจะต้องพาคนกลุ่มนี้ไปให้ได้ ต้องทำให้ระบบการศึกษาสามารถเป็นกลไกการเลื่อนชั้นทางสังคมที่ดี ภาคส่วนต่างๆ ต้องเห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนกลุ่ม Bottom 40% ให้ถึงขีดสุดโดยเฉพาะเรื่องโอกาสทางการศึกษาทั้งสายอาชีพ และสายอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ  ซึ่งการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชนยากจนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 54 ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าจับตาของรัฐบาลที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ได้ในอนาคต     ถ้าเราไม่ช่วยคนเหล่านี้ประเทศไทยจะไม่มีวันก้าวไปถึงเป้าหมาย Thailand 4.0 ได้เลย”   ดร.ไกรยส กล่าว

 

 

 

 

 

 

เอกสารประกอบการเสวนา
 
- เอกสารชุด Resilient Students in Thailand กรณีศึกษาจาก PISA 2015 
  โดย ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดาวน์โหลด
 
- เอกสารข้อเสนอจากกรณีศึกษานานาชาติของ World Bank สู่ทางออกการเชื่อมโยงทักษะที่จำเป็นต่อการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
 โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก ดาวน์โหลด
 
- infographic ถอดรหัส Bottom 40% ปลดล็อกศักยภาพคนไทย เดินหน้าประเทศไทย 4.0 ดาวน์โหลด
 
 
 
 
 



จำนวนผู้เข้าชม 20064 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์