สสค. จับมือ สพฐ. เปิดผลวิจัย “การศึกษา-ตลาดแรงงาน” สานฝันไทยแลนด์ 4.0

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 23/03/2560 13:21:55

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


สสค. จับมือ สพฐ. เปิดผลวิจัย “การศึกษา-ตลาดแรงงาน” สานฝันไทยแลนด์ 4.0 นักวิจัยชี้ต้องสร้างแรงงานฝีมือเพิ่มร้อยละ 50 ราว 12 ล้านคนภายใน 10 ปี พร้อมเร่งปูพื้นฐาน-เสริมทักษะ “วิชาชีพ” ในเด็กและเยาวชน

     สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำเสนอผลวิจัย “การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน” เผยข้อมูลตลาดแรงงานไทยขาดแคลนแรงงานฝีมือ-ปริญญาตรีล้นตลาด เหตุระบบการศึกษาไทยผลิตบุคลากรไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ชี้ต้องปูพื้นฐานทักษะวิชาชีพในเด็กนักเรียนทุกช่วงวัยเพื่อเตรียมกำลังคนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ควบคู่กับการยกระดับพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในปัจจุบัน คาดพร้อมก้าวสู่ยุค 4.0 เต็มตัวได้ในอีก 15 ปีข้างหน้า

     ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยข้อมูลจาก “การวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงานในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม” ภายใต้ “โครงการการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน” ว่าตลาดแรงงานไทยในวันนี้มีความต้องการแรงงานในสายวิชาชีพที่จบ ปวช. ปวส. และ ม.6 ที่มีทักษะอาชีพพอที่จะไปทำงานได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน 4-5 ปีข้างหน้า เพราะแรงงานกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค 4.0 ด้วยความรวดเร็ว โดยข้อมูล Human Capital Report 2016 พบว่าสัดส่วนของแรงงานฝีมือของประเทศ สวีเดน เยอรมณี สิงค์โปร และฟินแลนด์ นั้นมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 48 ส่วนประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 14.4 ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมาก

     “โครงสร้างแรงงานที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้คือประเทศไทยจะต้องมีแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40-50  แต่ปัจจุบันกลับมีเพียงร้อยละ 20 และเมื่อดูข้อมูลจะพบว่า อัตราผู้เรียนจบปริญญาตรีในปี 2559 มีผู้ว่างงานถึง 1.79 แสนคน ซึ่งหลายๆ จังหวัดของไทยยังเป็นเศรษฐกิจในยุค 2.0 การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ 3.0 และ 4.0 ได้ จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยแรงงานในสายวิชาชีพ แต่อีกหลายจังหวัดยังอยู่ที่ 2.0 หรือ 3.0 ก็จะยิ่งสร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการผลิตคนในสายอาชีพนั้นไม่จำเป็นจะต้องผลิตผู้เรียนที่จบอาชีวะเพียงอย่างเดียว แต่สามารถขยายสู่โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา ให้นักเรียนได้เรียนวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่เป็นวิชาเสริมในการเรียนได้ ซึ่งก็จะช่วยให้เด็กมัธยมที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อสามารถหางานทำได้ และยังช่วยให้นักเรียนกลุ่มนี้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อีกด้วย ดังนั้นเพื่อไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เราจึงต้องการแรงงานฝีมืออีกไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน ภายใน 10 ปี”

     ดร.เกียรติอนันต์ ยังระบุอีกว่าวันนี้ภาคการศึกษาของไทยเริ่มขยับตัวบ้างแล้ว แต่หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น  สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปก็คือกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการจะต้องร่วมกันฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กนักเรียน รวมไปถึงคนที่อยู่ในวัยทำงานตอนต้นที่ออกไปทำงานแล้วในขณะนี้ให้มีทักษะวิชาชีพที่ดีขึ้นด้วย  ซึ่งหากสามารถทำควบคู่กันไปได้เชื่อว่าภายในระยะเวลา 5 ปีก็จะเริ่มเห็นภาพการขับเคลื่อนที่การพัฒนากำลังคนและเป้าหมายที่ชัดเจน และคาดว่าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้เต็มตัวในอีก 15 ปีข้างหน้าหรือในปี 2575

     ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล รองคณบดีด้านการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการวิจัย “การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา” โดยพบว่าในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาจะมีทักษะชีวิต มีเข้าใจในเรื่องของครอบครัว แต่ความเข้าใจตรงนี้จะเริ่มลดลงไปเมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่สอนให้เด็กๆ มีรูปแบบและวิธีการคิดที่เหมือนๆ กัน เพราะข้อมูลที่ได้รับสะท้อนในเรื่องของความจำที่เหมือนกันทั้งหมด 

     “ถึงแม้ว่าเราจะมีการสอนในเรื่องของการงานอาชีพอยู่ในหลักสูตรแกนกลาง แต่ระบบการศึกษาของเราใส่เนื้อหาในลักษณะของการท่องจำเข้าไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้บอกว่าชีวิตจริงนั้นมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง และการจัดการเรียนการสอนนั้นยังเป็นไปแบบการขาดความเข้าใจที่แท้จริงในปลูกฝังทักษะวิชาชีพเข้าไป ดังนั้นสิ่ง สสค. ทำซึ่งประกอบไปด้วย การวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงาน, การพัฒนาระบบการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้แต่ละจังหวัดได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น และมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรอย่างไรในการพัฒนาเด็กให้ตอบโจทย์ของพื้นที่ในเรื่องแรงงาน โดยใช้จังหวัดเป็นฐานกำหนดยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัด ก็จะทำให้แต่ละจังหวัดก็จะสามารถประสบความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชนได้”

     นอกจากนี้ในการนำเสนอผลการวิจัยฯ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ยังได้สรุปถอดบทเรียน “การศึกษา เศรษฐกิจ และตลาดแรงงาน” จากการทำวิจัยครั้งนี้ โดยระบุว่าการจัดการศึกษาต้องดูนโยบายของประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อลงไปในระดับพื้นที่ จะต้องดูบริบทของพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่ใช่จังหวัด แต่ผลรวมของทั้ง 77 จังหวัดต่างหากที่คือประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จึงต้องตอบโจทย์จังหวัดของตัวเองให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก 

     “บทเรียนและทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่พบจากการทำงานในครั้งนี้มี 3 ข้อคือ 1)โรงเรียนต้องเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ตามโมเดลประชารัฐ 2)ครูต้องเปลี่ยนตัวเองไปสู่ทีมจัดการเรียนรู้ ครูจะไม่ได้แค่สอน แต่จะเป็นผู้สร้างทีมในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กก้าวไปสู่โลกในศตวรรษใหม่ได้ และเป็นการสอนเพื่อให้เด็กเกิดกระบวนการคิดไม่ยึดติดกับตำรา และ 3)จากสิ่งที่รู้จะต้องเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่สร้างอนาคต เพราะในโลกอนาคตจะเกิดอาชีพใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้คือการจัดการเรียนการสอนในโลกยุค 4.0 ดังนั้นสิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จึงมี 4 เรื่องสำคัญคือ หนึ่งประเทศไทยไม่ใช่จังหวัด  แต่ผลรวมของทั้ง 77 จังหวัดคือประเทศ สองโรงเรียนไม่ใช่ศูนย์กลาง แต่จะเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ สามทุกภาคส่วนจะเป็นต้องเข้ามาร่วมเป็นขบวนการช่วยกันทำงาน และสุดท้ายคำว่าตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดหรือการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักข้อมูลทุกๆ ด้านในจังหวัดของตนเอง” ดร.เกียรติอนันต์ระบุ

     นายคมสัน เอกชัย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาชุมชน สสค.กล่าวถึงแนวทางในการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับจังหวัดว่า วันนี้ทุกคนต่างตระหนักว่าการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่การศึกษาของไทยก็ยังถูกมองว่าล้าหลัง ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่ยังมีทัศนคติแบบเดิมๆ คือการส่งลูกหลานให้เรียนสูงๆ ในระดับปริญญาตรี เพื่อให้ได้มีเกียรติมีหน้าตาในสังคม แต่จบมาแล้วก็ตกงาน การที่มีคนว่างงานนั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มปัญหาและภาระให้กับสังคม ทำให้ประเทศไทยยังคงติดกับดักรายได้ปานกลาง

     “วันนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศจะขยับไม่ได้ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะมารอให้รัฐบาลไหนมาเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะตกขบวนของการพัฒนาประเทศ ถ้ายังปล่อยให้การศึกษาเป็นไปแบบเดิมๆ  ซึ่งตลอดเวลาที่รับราชการมาพบปัญหาภาคเอกชนทั้งทุกภาคส่วนทั้ง อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เกษตร พาณิชย์ ฯลฯ มีปัญหาขาดแคลนแรงงานมาตลอด ต้องไปหาแรงงานข้ามภูมิภาครวมไปถึงใช้แรงงานต่างด้าว แต่ก็ยังมีจำนวนผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองในระดับจังหวัด พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเตรียมคนของเราให้มีความพร้อมเพื่อการมีงานทำ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เรียนจบแล้วมีงานทำ ซึ่งนอกจากจะสามารถแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้แล้ว ยังจะทำให้เราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวไปสู่เป้าหมายคือไทยแลนด์ 4.0 ไปพร้อมกัน” นายคมสันสรุป

     พร้อมกันนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง “การขับเคลื่อนแผนการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์และตลาดแรงงานจังหวัด กรณีศึกษา 4 จังหวัด” โดย นายศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายภวัต เลิศมุกดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นายสุทธา สายวาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ร่วมสะท้อนการขับเคลื่อนแผนการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำของจังหวัดตนเอง

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
 
- งานวิจัยชี้บัณฑิตจบ ป.ตรี ปี’59 ตกงานเฉียดเกือบ 1.8 แสนคน เหตุตลาดต้องการแรงงาน ‘ปวช.-ปวส.-ม.6’ มติชนออนไลน์ วันที่ 22 มี.ค. 60  คลิก
 
- ไทยต้องการ "แรงงานฝีมือ" เพิ่มอีก 50% หรือ 12 ล้านคนใน 10 ปี แนะปูพื้นฐาน "วิชาชีพ" เด็กมัธยม ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 22 มี.ค. 60 คลิก
 
- นักเศรษฐศาสตร์แรงงานชี้เกือบทุกภาคการผลิตเจอคอขวด เรื่องการผลิตคน สำนักข่าวอิศรา วันที่ 22 มี.ค. 60 คลิก  
 
- งานวิจัยชี้บัณฑิตจบ ป.ตรี ปี 59 ตกงานเฉียดเกือบ 1.8 แสนคน เหตุตลาดต้องการแรงงาน ‘ปวช.-ปวส.-ม.6’ ข่าวการศึกษาครูบ้านนอก วันที่ 23 มี.ค. 60 คลิก
 
- เผยบัณฑิต ป.ตรี ปี 59 ตกงาน 1.79 แสนคน เหตุตลาดต้องการ "ปวส.-ปวช.-ม.6"มากกว่า ประชาชาติออนไลน์  วันที่ 23 มี.ค. 60 คลิก
 
- New skills needed for next era BANGKOK POST  Issued date 23 March 2017 Click
 
- งานวิจัยชี้จบป.ตรีปี'59ตกงานเฉียด2แสนเหตุตลาดต้องการแรงงาน'ปวช.-ปวส.-ม.6' นสพ.มติชน วันที่ 23 มี.ค. 60 คลิก
 
-ผลวิจัยแนะฝึกทักษะอาชีพรับ 4.0 นสพ.ข่าวสด วันที่ 27 มีนาคม 60 คลิก
 
-ปั้นนักเรียนป้อนไทยแลนด์ 4.0 นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 28 มีนาคม 60 คลิก
 
 



จำนวนผู้เข้าชม 406 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์