การศึกษาหนึ่งในปัจจัยฉุดรั้งต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 20/02/2558 09:29:17

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


     เมื่อการศึกษากลายเป็นหนึ่งในปัจจัยฉุดรั้งต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

     ในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ“การพัฒนาระบบการศึกษาและนัยยะต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ:มุมมองในระดับสากล” หลักสูตรนักบริหารการคลัง โดย นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีสท์ กรุงเทพ พบว่า จากการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดย World Economic Forum หรือ WEF ในปี 2557ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 31 จาก 144 ประเทศ ซึ่งเป็นลำดับที่ดีขึ้น 6 อันดับ โดยมีจุดแข็งคือ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนาการเงิน แต่มีจุดอ่อนที่สำคัญคือ คุณภาพระบบการศึกษาอยู่อันดับที่ 87 ซึ่งเป็นอันดับถดถอยลงถึง 9 อันดับจากปี 2556

     นอกจากนี้จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD เปรียบเทียบใน 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งพิจารณาจาก 4 องค์ประกอบคือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของเอกชน และโครงสร้างพื้นฐานซึ่งรวมถึงการศึกษา ในปี 2557 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 ลดลง 2 อันดับ โดยระบบการศึกษาไทยก็เป็นปัจจัยฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเช่นกัน   

     ที่สำคัญคือ ความท้าทายของตลาดแรงงานในอนาคต ซึ่งพบว่า อาชีพที่เด็กจะไปประกอบอาชีพในอนาคตกว่า 65% ยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังพบปัญหาบัณฑิตตกงานรุนแรงมากขึ้นทุกปี  จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) พบว่า บัณฑิตจบป.ตรีมีแนวโน้มการตกงานเพิ่มขึ้นประมาณ 10% หรือ 1.6-1.7 แสนคน จากปัจจุบันที่มี 1.45 แสนคน โดยเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการถึงผลผลิตแรงงานไทยในปัจจุบันพบว่า ยังขาดทักษะที่สำคัญหลายด้าน ทั้งทักษะภาษาอังกฤษ การใช้ไอที การคิดคำนวณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ เป็นต้น 

     ปัญหาที่พบจึงเป็นปรากฏการณ์เด็กจบใหม่หางานทำไม่ได้ ขณะเดียวกันนายจ้างก็ไม่สามารถหาคนงานที่ต้องการเข้ามาทำงานได้ นั่นคือ สถานการณ์การว่างงานชั่วคราว “Frictional Unemployment” จึงได้เกิดผลงานวิชาการของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ในปี 2553 ซึ่งได้ศึกษาวิจัยปัญหาดังกล่าวในระดับนานาชาติและแนะนำให้มีการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง นั่นคือ ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องออกแบบร่วมกับความต้องการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการจัดการศึกษาแก่เด็กไทยในปัจจุบันให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในอนาคต

     คำถามที่ตามมาคือ จะพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพได้อย่างไร?  ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพการศึกษา

     ยังมีเด็กไทยที่อยู่นอกระบบการศึกษาถึง 2 ล้านคน และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาอีกถึง 2 ล้านคน จากการคำนวณโดยดร.นิโคลลัส เบอร์เนตต์ อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ชี้ว่า ปัญหาเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไทยสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม คิดเป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 330,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเทียบได้กับงบประมาณสร้างรถไฟฟ้า 2 สายต่อปี 

     นอกจากนี้ระบบการศึกษาได้เตรียมความพร้อมให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างไร เมื่อเด็กและเยาวชนถึง 60% ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยวุฒิม.6/ปวช. หรือต่ำกว่า     

     มีกรณีศึกษาจากต่างประเทศในการแก้ปัญหาการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพ ของสหรัฐอเมริกา ในรัฐฟลอริดา ได้จัดทำระบบการเรียนการสอนทักษะอาชีพในโรงเรียนมัธยมปลายสามัญ เพื่อฝึกงานจริงกับว่าที่นายจ้าง โดยสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่เปิดสอนหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่รอบๆโรงเรียน หรือที่เรียกว่า “Career Academies” ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วม 8,000 แห่งทั่วประเทศ นักเรียนจำนวน 1 ล้านคน โดยสามารถลดอัตราการออกกลางคันจาก 32% เหลือ 21% อัตราจบสูงขึ้น 90% มีรายได้สูงกว่านักเรียนที่จบปกติ 11%  

     ประเทศไทยก็เคยมีระบบการจัดการศึกษา “มัธยมแบบประสม” ซึ่งพบว่าเป็นระบบการออกแบบหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ลดปัญหานักเรียนออกกลางคัน สร้างทัศนคติที่ดีทางด้านอาชีพให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง โดยปัจจุบันมีโรงเรียนสายสามัญร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษาที่เปิดสอนเพื่อให้เด็ก 2 วุฒิ คือ ม.6และปวช. เช่น ร.ร.หนองบุนนากพิทยาคม จ.นครราชสีมา ร.ร.สระหลวงพิทยาคม จ.พิจิตร และร.ร.ดีนูลอิสลาม จ.สงขลา 

     สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ ประเทศไทยควรจะลงทุนการศึกษาอย่างไร ในขณะที่งบประมาณการศึกษาของไทยใกล้ชนจะเพดาน?

     จากสถิติงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการย้อนหลัง 10 ปี (2548-2557) จาก 262,938 ล้านบาท เป็น 482,788 ล้านบาท ซึ่งพบว่าประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังตกต่ำ นั่นเป็นเพราะการแบ่งจ่ายงบประมาณของไทย 74.69% เป็นรายจ่ายประจำจากเงินเดือนและค่าตอบแทน งบบริหารส่วนกลาง (ค่าสาธารณูปโภค) 16.39% ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน 4.43% เหลืองบกิจกรรมพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพียง 4.5%

     หากมีการลงทุนเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่เติมเข้าไปในระบบเดิมก็จะได้ผลดังเดิม จึงมีตัวอย่างการใช้นวัตกรรมการจัดรายได้และการใช้จ่ายเงิน อย่างประเทศบราซิล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษาในเวลาที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย คือระหว่างปี 2542-2543 แต่บราซิลมีโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่า นั่นคือ จำนวนประชากรที่สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทย แต่ 10 ปีผ่านไป ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนในบราซิลกลับเพิ่มขึ้น ทั้งผลการสอบPISA ในวิชาคณิตศาสตร์ ปี 2552 ที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น 30 คะแนน และวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 15 คะแนน ขณะที่ไทยลดลงในวิชาคณิตศาสตร์ 13 คะแนน

     ที่ผ่านมาทั้งไทยและบราซิลต่างใช้มาตรการเพิ่มงบประมาณเข้าไปในระบบการศึกษา โดยไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว ในขณะที่บราซิลไม่ได้เริ่มที่การเพิ่มงบประมาณเข้าสู่ระบบการศึกษาทันที แต่เริ่มที่การติดตั้งระบบสารสนเทศ (Basic Education Development Index หรือ IDEB) เพื่อติดตามการเข้าเรียนและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก จากนั้นจึงจัดสรรเงินอุดหนุนตามตัวผู้เรียนเพิ่มเติม ตามความต้องการด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนและเด็กกลุ่มเสี่ยงเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงการเพิ่มเงินอุดหนุนเงินเดือนครูเพื่อสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมคุณภาพการพัฒนาครู โดยเฉพาะครูที่อยู่โรงเรียนห่างไกล และการอุดหนุนเงินไปที่ครอบครัวผู้เรียนยากจนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวสนับสนุนให้เด็กวัยเรียนศึกษาต่อจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นมาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

     การเพิ่มงบประมาณเข้าไปในระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ระบบการศึกษาดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณไปให้ถูกจุดโดยมีระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการที่ลงลึกถึงโรงเรียนเพื่อเติมทรัพยากรตามความต้องการได้อย่างตรงจุด การให้อิสระในการจัดการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบของครูและผู้อำนวยการโรงเรียนโดยใช้ระบบสารสนเทศเป็นตัวกำกับ

     ขณะนี้ สสค.อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสารสนเทศหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยติดตามผลการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงวัยแรงงาน โดยจะพัฒนาพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ จ.แม่ฮ่องสอน นครราชสีมา ภูเก็ต พิษณุโลก และอำนาจเจริญ ก่อนที่จะขยายผลการจัดทำข้อมูลสู่ระดับประเทศต่อไป 

 

 

.........................................................



จำนวนผู้เข้าชม 2088 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์